เลิกนิสัยไม่ดีไม่ได้สักที? — สรุปหนังสือ The Compound Effect ตอนที่ 2
[พัฒนาตัวเอง] วิธีกำจัดนิสัยไม่ดี เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าแบบทวีคูณ — คลิปยาวประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ผมหยิบหนังสือ The Compound Effect (ฉบับภาษาไทยชื่อ “พลังผลลัพธ์ทวี”) ของ Darren Hardy มาเล่าต่อเป็นตอนที่ 2 ว่าจะเลิกนิสัยที่ฉุดเราไว้ และสร้างนิสัยดีๆ ให้ติดตัวได้ยังไง เหมาะกับคนที่รู้ว่าควรเรียนยิงโฆษณา ควรศึกษาการตลาด ควรพัฒนาตัวเอง แต่ก็ยังแบ่งเวลามาทำไม่ได้สักที
ซีรีส์ The Compound Effect: บทความนี้คือตอนที่ 2 ถ้ายังไม่ได้อ่าน แนะนำ ตอนที่ 1: เหนื่อยแทบตายแต่ยอดไม่ขยับ? ก่อนครับ
ถ้ายังไม่ได้อ่านตอนแรก แนะนำให้อ่านสรุป The Compound Effect ตอนที่ 1 ก่อนนะครับ จะต่อกันรู้เรื่องกว่า
ในคลิปนี้คุณจะได้รู้
- ทำไมทำดีแบบไม่สม่ำเสมอ ผลลัพธ์ถึงออกมาเหมือนไม่ได้ทำ
- 5 วิธีกำจัดนิสัยไม่ดี ตั้งแต่สังเกตตัวเองไปจนถึงโดดลงน้ำไปเลย
- วิธีเพิ่มนิสัยดีๆ ที่ผมใช้กับตัวเอง เช่น เป็น “เดอะแบก” ประกาศให้คนรู้ และหากลุ่มซัพพอร์ต
- กฎของพาร์กินสัน ที่อธิบายว่าทำไมเราชอบทำงานวันสุดท้าย
- 3 อย่างที่ต้องเลือกให้ดี: สิ่งที่เสพ คนที่คบ และสภาพแวดล้อม
ทุกคนมีทางเลือก แต่ถ้าไม่เลือก ชีวิตจะเลือกให้
ทวนนิดนึงครับ Compound Effect คือพลังสะสม ทำอะไรวันนี้ไม่เห็นผลทันที กินคลีนมื้อแรกก็ยังไม่ได้สุขภาพดี วิ่งครั้งแรกก็ยังไม่ได้เป็นนักกีฬาโอลิมปิก แต่พอเวลาผ่านไป ช่องว่างระหว่างคนที่พัฒนาขึ้นวันละ 1% กับคนที่ไม่ทำอะไรเลยจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเพื่อนสมัย ม.1 ที่ดูไม่ต่างจากเรา แต่ตั้งใจอ่านหนังสือ ได้เข้ามหาลัยดีๆ เจอสังคมดีๆ สุดท้ายเงินเดือนกับคอนเนคชั่นก็ห่างกันไปเรื่อยๆ
หนังสือบอกว่าทุกคนมีทางเลือกเสมอ และส่วนใหญ่เรารู้อยู่แล้วว่าอะไรดีอะไรไม่ดี รู้ว่าสูบบุหรี่ไม่ดี รู้ว่าถ้าอยากขายดีต้องเรียนยิงโฆษณา อ่านสถิติ ถ่ายรูป ทำคอนเทนต์ แต่ก็ยังไม่ทำ
ผมวาดภาพเองว่ามันเหมือนเกมบันไดงู ถ้าเรามีทางเลือกแต่ไม่เลือก สถานการณ์จะบีบให้เรากลับไปเริ่มที่ศูนย์ อีกแบบที่เจ็บกว่าคือ เลือกทำแล้วแต่ทำไม่สม่ำเสมอ วันนี้ฟังพอดแคสต์ พรุ่งนี้ฟัง มะรืนเลิก สุดท้ายกราฟก็วนกลับไปเหมือนไม่ได้ทำ
ผมเองก็เป็นครับ เคยรู้สึกว่าทำงานหนักมาก เปิดหลายบริษัท หลายร้าน แต่ทำไมยังย่ำอยู่ที่เดิม ทำไมบางคนเปิดช่อง YouTube ทีหลังแต่ไปถึงหลักแสนแล้ว คำตอบคือเวลาผมทำไปช่วงหนึ่งแล้วหยุด ยอดวิวก็นิ่ง แล้วก็กลับไปใกล้ๆ จุดเดิม
และต่อให้ไปถึงจุดใหม่แล้ว ถ้าพอใจแค่นั้นก็ถอยหลังได้ เพราะคนอื่นเขาเดินต่อ สกิลแบบคนที่ทำยอด 1 ล้านต่อเดือน มันไม่พอจะพาไป 5 ล้าน ถ้ามันพอจริง คุณคงไปถึงแล้ว
ช่วงแรกหนักที่สุด เหมือนเข็นรถให้ล้อเริ่มหมุน
ผมเปรียบตัวเราเวอร์ชันขี้เกียจเป็นรถคันหนักๆ ช่วงแรกต้องออกแรงเข็นเยอะมาก เพราะเราอยู่ในเซฟโซน แค่จะหยิบมือถือมานั่งฟังอะไรที่มีประโยชน์เป็นชั่วโมงก็ใช้ความพยายามแล้ว แต่พอล้อเริ่มหมุน เราก็ใช้แรงน้อยลง เพราะมันเริ่มกลายเป็นนิสัย
ในหนังสือใช้ตัวอย่างจรวดที่ใช้เชื้อเพลิงมากที่สุดตอนยกตัวขึ้นจากพื้น พอพ้นโลกไปแล้วก็ใช้พลังงานน้อยลงมาก การสลัดตัวขี้เกียจออกไปก็ไม่ต่างกัน
ช่วงแรกทุกคนต้องฝืนหมด ฝืนให้ตัวเองออกจากจุดเดิม
5 วิธีกำจัดนิสัยไม่ดี (ฉบับที่ผมสรุปให้ตัวเองฟัง)
ผมอาจแปลไม่ตรงกับหนังสือทุกคำนะครับ อันนี้คือฉบับที่ผมสรุปไว้ใช้เอง
- สังเกตตัวเองก่อน — เวลาเกิดนิสัยไม่ดี เราอยู่กับใคร ทำอะไร ที่ไหน ตอนไหน ของผมคือเล่นเกมมือถือคนเดียว ในห้องนอน ตอนกลางคืนก่อนนอน พอรู้แบบนี้ก็เห็นว่าสภาพแวดล้อมตรงนั้นไม่เอื้อให้ขยันเลย
- Clean up เก็บกวาดทิ้ง — แบบหักดิบคือลบเกมทิ้ง หรือแบบนุ่มกว่าคือเพิ่มขั้นตอนให้ยากขึ้น เช่นตั้งรหัสล็อกมือถือ หรือเหมือนสมาร์ททีวีสมัยก่อนที่ต้องกดรีโมทพิมพ์ชื่อผู้ใช้ กว่าจะพิมพ์เสร็จก็ขี้เกียจดูแล้ว
- Replace activity หากิจกรรมอื่นมาแทน — ยังผ่อนคลายได้ แต่ต้องพาเราเข้าใกล้เป้าหมาย ของผม เวลาเหนื่อยแทนที่จะเล่นเกม ผมมานั่งเล่าเรื่องแบบนี้ให้ทุกคนฟัง มันเหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง ได้ตกผลึกตัวเองด้วย
- Slow and steady ค่อยเป็นค่อยไป — อย่าหักโหมแบบนักกีฬาที่ซ้อมหนักไม่กี่วันแล้วเจ็บจนเลิก ผมสัญญากับตัวเองว่า 3 เดือนนี้จะไลฟ์ประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ไม่ใช่ไลฟ์ทุกวัน 30 วันติด
- หรือโดดลงน้ำไปเลย — บางเรื่องค่อยๆ เอาเท้าแตะน้ำเย็นยังไงก็ไม่ได้ว่ายสักที ต้องโดดลงไป แป๊บเดียวร่างกายก็ปรับตัวได้ เหมือนอาบน้ำตอนอากาศหนาว ยังไงก็ต้องอาบอยู่ดี
เหตุผลที่คลาสของผมสอนครั้งละ 1–2 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง ก็มาจากข้อ 4 นี่แหละครับ ผมรู้ว่าอะไรที่อัดแน่นทั้งวันมันไม่ได้ผลกับคนขี้เกียจแบบผม
เพิ่มนิสัยดีๆ ยังไง: 5 อย่างที่ผมใช้จริง
ส่วนนี้บอกตรงๆ ว่าหลายข้อไม่ได้มาจากหนังสือ แต่เป็นสิ่งที่ผมใช้กับตัวเองแล้วได้ผล
1. ทำตัวเป็น “เดอะแบก”
คนที่ที่บ้านเป็นหนี้ หรือพ่อแม่ป่วย จะเข้าสู่ survival mode แล้วตัดเรื่องไร้สาระทิ้งเองโดยอัตโนมัติ เราไม่จำเป็นต้องมีวิกฤตขนาดนั้น เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก็ได้ เช่นผมถามคนดูว่าอยากฟังตอนที่ 2 ไหม พอมีคนรอ ผมก็ต้องทำ
เรื่องนี้เชื่อมกับ กฎของพาร์กินสัน (Parkinson’s Law) ที่บอกว่างานจะขยายตัวจนเต็มเวลาที่มี ถ้าเดดไลน์คือพรุ่งนี้ เราอาจทำเสร็จใน 1–2 ชั่วโมง แต่ถ้าให้เวลาอาทิตย์นึง เราก็ไปดูหนังก่อน เหมือนคนขายของที่รู้ว่าจะมีแคมเปญ ต้องทำรูปใหม่ แต่งร้าน ยิงโฆษณา แต่ส่วนใหญ่ก็ไปทำวันก่อนแคมเปญ
2. คิดแบบ “เพิ่ม” ไม่ใช่แค่ “ลด”
เหรียญมีสองด้าน คนที่อยากสุขภาพดีส่วนใหญ่คิดว่าต้องลดฟาสต์ฟู้ด แต่อีกแบบคือคิดว่าจะเพิ่มอาหารอะไรที่กินได้ ซึ่งเครียดน้อยกว่าเยอะ ธุรกิจก็เหมือนกัน แทนที่จะหาวิธีหลบภาษีหรือหาชิปปิ้งเจ้าใหม่ ทำไมไม่เพิ่มเวลาไปเรียนรู้เรื่องบัญชีและเอกสาร แล้วเข้าระบบให้ถูกต้องไปเลย เพราะยังไงก็ต้องทำอยู่ดี
3. ประกาศให้คนอื่นรู้
พอประกาศไปแล้ว ถ้าไม่ทำเราจะรู้สึกผิดกับตัวเอง ในคลาสผมให้นักเรียนอัดวิดีโอส่งการบ้าน ไม่ใช่เพื่อผม แต่เพื่อให้เขาทลายความเชื่อเดิมว่า “ไม่กล้าออกกล้อง” พูดหน้ากล้องได้ครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปก็ไม่เหนื่อยเท่าเดิม
4. หากลุ่มซัพพอร์ต
ตั้งใจอยู่คนเดียวโดยไม่มีคนรอบข้างสนับสนุนมันเหนื่อย กลุ่มคนที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองจริงๆ ส่วนใหญ่จะเจอในงานสัมมนา คลาสเรียน หรือกลุ่มที่ต้องจ่ายเงินเข้า ผมชอบถามว่า เราเป็นพ่อแม่ยอมจ่ายส่งลูกเรียนพิเศษ เรียนอินเตอร์ แต่ทำไมไม่กล้าจ่ายให้ตัวเอง ทั้งที่เราเป็นคนหาเงินหลักของบ้าน
5. Small wins และ winning day
เรามักลืมความดีของตัวเอง ลองนึกถึงวันแรกที่เริ่มขาย ถ่ายรูปไม่เป็น ไม่กล้ายิงโฆษณา อ่านสถิติไม่เป็น วันนี้คุณมาไกลแล้วนะครับ ผมแนะนำให้จดก่อนนอนว่าวันนี้ทำอะไรที่พาเข้าใกล้เป้าหมาย ถ้าไม่อยากอวดใครก็โพสต์เป็น “เฉพาะฉัน” ไว้ ผมย้อนดูแล้วเห็นว่า 5 ปีก่อนยังนั่งแพ็คของเองจนกินข้าวไม่ครบมื้อ มันทำให้เลิกบ่นได้เยอะเลย
สิ่งที่เสพ คนที่คบ สภาพแวดล้อม
แก่นสุดท้ายของเล่มคือ แรงใจอย่างเดียวไม่พอ ถ้าอยากสุขภาพดีต้องเลือกอาหารเข้าร่างกาย ถ้าอยากมีความคิดดีก็ต้องเลือกอาหารเข้าสมอง ทุกวันนี้มีคนโยน input มาให้เราเยอะมาก ข่าวดราม่า ข่าวดารา ฆาตกรรม หวย การเมือง ถ้าเราไม่เลือก ฟีดกับเพื่อนรอบตัวจะเลือกให้ แล้วเราก็จะกลายเป็นค่าเฉลี่ยของ 5 คนที่อยู่ใกล้ตัว
เราตัดทุกอย่างไม่ได้หมด หนังสือเลยให้เกณฑ์ไว้ 3 อย่าง
| เกณฑ์ | ทำอะไร | ตัวอย่างจากคลิป |
|---|---|---|
| ตัด | ตัดสิ่งที่ไม่สนับสนุนเป้าหมายออก | เลิกติดตามเพจดราม่าที่ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น |
| จำกัด | ลดเวลาให้สิ่งที่ยังตัดไม่ได้ | เพื่อนสนิทที่คิดลบ โทรมาบ่นครึ่งชั่วโมง ก็ขอตัววางสายให้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องตัดความสัมพันธ์ |
| เพิ่ม | เพิ่มสิ่งที่พาไปถึงเป้าหมาย | หากลุ่ม ไอดอล หรือโค้ชที่เก่งกว่าเรานิดนึงและแนะนำเราได้ |
สภาพแวดล้อมก็สำคัญ ทำไมนักศึกษาต้องออกจากหอไปนั่งอ่านหนังสือในที่ที่ทุกคนอ่านหนังสือ ทำไมบางคนต้องไปนั่งทำงานร้านกาแฟ เพราะเขาเลือกที่ที่สนับสนุนการทำงาน ส่วนผม ถ้าจะขยันในห้องนอนตอนที่ลูกกับแฟนหลับแล้ว ไฟสลัวๆ มันก็ยากครับ
สิ่งที่ผมได้จากเล่มนี้
บอกตามตรงว่าเล่มนี้หนา และผมอ่านแล้วค่อนข้างทรมาน เพราะภาษาที่แปลเป็นทางการมาก แต่แก่นของมันอยู่ในหน้าแรกๆ เลย คือเราไม่มีทางกระโดดข้ามไปถึงเป้าหมายได้ทันที เราจะล้มเหลวก่อน แล้วเรียนรู้ ปรับปรุง จนหลุดจากวงเดิมไปสู่วงที่สูงขึ้น เหมือนขับรถวนในวงเวียนใหญ่ ที่สุดท้ายต้องกล้าเปิดไฟเลี้ยวออกมาสักที
นิสัยดีๆ ก็เหมือนรากที่หยั่งลึก พอฝังแล้วถอนออกยาก นิสัยไม่ดีก็เหมือนกัน ถ้าติดมือถือมา 3 ปี อย่าคิดว่าจะเลิกได้ใน 3 วัน และอยากมีนิสัยดีก็ไม่ได้เกิดใน 3 วันเหมือนกัน
สำหรับผม เป้าหมายไม่ใช่การเป็นที่หนึ่งของวงการ แต่คือมีมากพอให้ครอบครัวสบาย มีเวลาให้ลูก และมีแรงมาแบ่งปันให้คนอื่นดีขึ้น ซึ่งพอคนรอบตัวดีขึ้น เราก็มีความสุขไปด้วย
เราไม่ใช่คนเก่ง แต่คนเก่งส่วนใหญ่จะแพ้คนที่มีความพยายาม
ในคลิปเต็มยังมีรายละเอียดอีกเยอะ ทั้งภาพประกอบที่ผมวาดเองระหว่างเล่า ตัวอย่างการเปลี่ยนนิสัยของผมแบบละเอียด และช่วงอ่านคอมเมนต์ตอบคนดูสดๆ ใครยังไม่ได้ดูตอนแรก ย้อนไปดูคลิปตอนที่ 1 ได้เลย ดูแล้วได้อะไร หรือมีหนังสือเล่มไหนอยากให้ผมเล่า คอมเมนต์บอกกันได้ครับ
