สรุป LIVE EP13: เอาตัวรอดการขายปีหน้า เมื่อค่าธรรมเนียมขึ้นทุกปี
LIVE EP13 : วิธีเอาตัวรอดในการขายปีหน้า — LIVE เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 (ยาวประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที) LIVE ส่งท้ายปีครับ ผมสรุปว่าต้นปีหน้ามีอะไรเปลี่ยนบ้างในแต่ละแพลตฟอร์ม แล้วคนขายออนไลน์ควรปรับตัวยังไงให้รอด ทั้งเรื่องค่าธรรมเนียม มาร์จิน การเลือกสินค้า และการเลิกทำทุกอย่างเองคนเดียว เหมาะกับเจ้าของร้านที่รู้สึกว่าปีนี้ขายเท่าเดิมแต่เสียให้แพลตฟอร์มเยอะขึ้นครับ
หมายเหตุ: ข้อมูลค่าธรรมเนียม/นโยบายในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2025 (วันที่ LIVE) แพลตฟอร์มปรับบ่อย ควรเช็กข้อมูลล่าสุดใน Seller Center ก่อนตัดสินใจ
ไฮไลต์จาก LIVE นี้
- ต้นปีหน้ามีเรื่องต้องรู้: ภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรก, สินค้าที่ไม่มี มอก. เสี่ยงถูกปิด, TikTok เพิ่มค่าธรรมเนียม Pre-Order
- คิดไว้เลยว่าค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจะขึ้นอย่างน้อยปีละ 2–3%
- สินค้าที่มาร์จินเหลือต่ำกว่า 5% หลังหักทุกอย่าง = อันตราย ถ้ายังต้องเหนื่อยทำการตลาด
- เกมสั้น (Survival Mode) vs เกมยาว (Sustainable) และแนวคิด Value Ladder
- ปีหน้า “No Superman” — เลิกทำทุกอย่างเอง เอาตัวเองไปทำงาน 20% ที่สร้างกำไร 80%
ต้นปีหน้ามีอะไรเปลี่ยน: ภาษีนำเข้า มอก. และค่าธรรมเนียม Pre-Order
ช่วงแรกของ LIVE ผมไล่ให้ฟังว่าตั้งแต่ 1 มกราคมมีอะไรที่คนขายต้องรู้ครับ
- ภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรก สำหรับของที่สั่งจากต่างประเทศผ่านแอปทุกแพลตฟอร์ม คนซื้อได้รับผลกระทบแน่ ๆ ส่วนคนขายที่ทำถูกต้องอาจได้ประโยชน์บ้าง
- มอก. หลายแพลตฟอร์ม (Shopee, Lazada, TikTok) ส่งอีเมลให้อัปเดตเลข มอก. ไม่อย่างนั้นสินค้าอาจถูกปิดการแสดงผล
- TikTok ร้านที่เปิด Pre-Order จะโดนค่าธรรมเนียมเพิ่มประมาณ 2.14% (ตามที่ผมพูดใน LIVE)
เรื่องที่ผมเน้นมากคือเอกสารราชการครับ ผมเป็นคนนำเข้ากล้องและอุปกรณ์เองจึงเจอกับตัว ช่วงหลังศุลกากรตรวจเข้มมาก สินค้าที่มี WiFi หรือบลูทูธต้องมีเอกสารพร้อม และการขอเอกสารพวกนี้ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน ใครยังไม่มีต้องวางแผนล่วงหน้านาน ๆ ครับ
ค่าธรรมเนียมขึ้นปีละ 2–3% และกับดักมาร์จินต่ำกว่า 5%
ผมเปิด LIVE ด้วยเรื่องจริงจากงบปลายปีของตัวเองครับ ยอดขายไม่ได้โต แต่ค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้แพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นเยอะมาก เลยอยากให้เจ้าของร้านทุกคนดูงบการเงินให้เป็น และถามบัญชีเมื่อเจอตัวเลขแปลก ๆ
ทุก ๆ ปี แพลตฟอร์มจะเก็บเราเพิ่มอย่างน้อยประมาณ 2–3% และไม่เคยมีแพลตฟอร์มไหนลดค่าบริการลง
เพราะแบบนี้ผมแนะนำให้คำนวณกำไรสินค้า ทุกตัวใหม่ ทั้งตัวเก่าและตัวที่จะเอาเข้ามา ถ้ามาร์จินเหลือต่ำกว่า 5% หลังหักค่าโปรแกรมส่งเสริมการขาย ค่าแอด ค่า KOL แล้ว สำหรับธุรกิจของผมถือว่าอันตราย เพราะแทบไม่มีงบทำการตลาด และ “ไม่มีงบการตลาด = สเกลไม่ได้” ครับ
ของที่มาร์จินต่ำแบบนี้จะไปต่อได้ก็ต่อเมื่อมันเป็นของที่ คนเห็นแล้วซื้อเลย ไม่ต้องเหนื่อยทำการตลาด ถ้าไม่ใช่ ให้ลองดูว่าต่อยอดได้ไหม เช่น ขายเป็นเซต/bundle ให้มาร์จินดีขึ้น ถ้าต่อยอดไม่ได้ก็อาจต้องตัดใจครับ ใน LIVE ผมยังเล่าบทเรียนตอนที่ผมตัดสินค้ามาร์จินบางทิ้งไปด้วย
เกมสั้น vs เกมยาว: จาก Survival Mode สู่ Value Ladder
เกมสั้น (Survival Mode) คือหาของต้นทุนถูกที่สุดมาขาย ขอให้รอดก่อน ไม่สนว่าคนจะจำร้านได้ไหม ทำได้แต่โตยากและเหนื่อยไปเรื่อย ๆ ส่วน เกมยาว คือเริ่มวางระบบ ทำให้คนจำได้ว่าร้านเราเชี่ยวชาญเรื่องอะไร
ผมแนะนำให้ลองศึกษาคำว่า Value Ladder (บันไดคุณค่า) ครับ ใช้สินค้ายอดนิยมมาร์จินต่ำเป็นตัวดึงคนเข้าร้าน แล้วแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญ ค่อย ๆ พาลูกค้าขึ้นไปซื้อของที่ดีกว่าและกำไรดีกว่าทีละขั้น พอลูกค้าเชื่อเราแล้ว สินค้าที่เรามีคนเดียวก็ตั้งราคาในแพลตฟอร์มสูงกว่าหน้าร้านได้ ลูกค้าใส่โค้ดแล้วจ่ายเท่ากัน หรือมาซื้อหน้าร้านแทน ผมใช้วิธีนี้แล้วได้ผลดีช่วงปลายปีครับ
ช่วงท้ายผมเล่าเคสร้านแว่นพรีเมียมร้านหนึ่งที่รับลูกค้าแค่วันละไม่กี่คนแต่ยอดต่อคนสูงมาก เป็นตัวอย่างของ positioning ที่ชัด และทิ้งคำถามไว้ให้ทุกคนว่า “บันไดขั้นสุดท้ายของคุณ อยากได้ลูกค้าแบบไหน อยากทำงานกับคนแบบไหน”
Shopee: เลือกให้ชัดว่าจะรวยจากขา Seller หรือ KOL
ผมมองว่า Shopee พยายามขีดเส้นให้ชัดว่าจะเป็น Seller ก็เป็นไปเลย จะเป็น KOL ก็เป็นไปเลย การทำสองขาพร้อมกันยากขึ้นครับ
เคสที่น่าสนใจคือ Affiliate for Seller: ถ้ายิงโฆษณาจากโซเชียลเข้ามา แต่ลูกค้าไปกดซื้อผ่าน LIVE หรือวิดีโอใน Shopee (แม้แต่วิดีโอของร้านเราเอง) ร้านอาจไม่ได้ค่าคอม ผมเลยชวนคิดว่าบางร้านอาจต้องแยกแผน เช่น ร้านนี้เน้นโซเชียลโดยเฉพาะ และลองใส่ Sub ID แยกแคมเปญ Facebook/TikTok เพื่อวัดว่าแบบ Seller Affiliate กับใช้ KOL ID แบบไหนได้ค่าคอมมากกว่า
อีกข้อคิดจากประสบการณ์ 2–3 ปีของผม: สินค้าที่เรามีคนเดียวและกำไรดี อย่าเอางบไปยิงแอดในแพลตฟอร์มเยอะ ไปทำโซเชียล จ้าง KOL หรือทำ Seller Affiliate น่าจะคุ้มกว่า และควรแบ่งงบ ไม่วางไว้ก้อนเดียวครับ
ROAS Protection: Lazada มาแล้ว + เงื่อนไขแต่ละแพลตฟอร์ม
Lazada ส่งอีเมลถึงบางร้านว่าตั้งแต่ 29 ธันวาคมจะมีโหมด ROAS Protection (คืนเป็นเครดิตโฆษณา LSS เมื่อ ROAS ต่ำกว่าเป้า) และ Rapid Boost มาด้วย ใน LIVE ผมสรุปเงื่อนไขที่ผมจำได้ ณ วันที่ LIVE ไว้แบบนี้ครับ
| แพลตฟอร์ม | เงื่อนไขโดยประมาณ (ตามที่พูดใน LIVE) |
|---|---|
| TikTok | ขายได้มากกว่า 25 คำสั่งซื้อต่อวัน และ ROI ได้น้อยกว่า 90% ของที่ตั้ง |
| Shopee | มากกว่า 5 คำสั่งซื้อ และ ROAS น้อยกว่า 90% (ถ้าเปิด Rapid Boost คือน้อยกว่า 70%) คืนเป็นเครดิตโฆษณา |
| Lazada | รอเงื่อนไขชัดเจน คืนเป็น LSS Credit |
นอกจากนี้ยังมีเรื่อง Lazada Top Seller (แพ็กเกจรายไตรมาส ต้องกดต่อก่อน 31 ธันวาคม), Shopee ตั้ง ROAS ได้สูงสุด 50 แต่ TikTok สูงสุดแค่ 20, และฟีเจอร์ Shopee Standard Product ที่ผมยังไม่กล้าลองครับ
ในคลิปเต็มยังมีอีกเยอะครับ ทั้งเรื่อง “No Superman” แบบเต็ม ๆ ว่าทำไมผมตั้งใจจะจ้างคนเพิ่มปีหน้า, หลัก 80/20 กับการเลือกสินค้า, วิธีเช็กค่าธรรมเนียมด้วยเครื่องคิดเลขของ Shopee แบบสาธิต, ข้อคิดเรื่องการเลือกเรียนกับคนที่เป็นผลลัพธ์ที่เราอยากเป็น, ระดับส่วนลดที่ทำให้ลูกค้ายอมซื้อนอกแพลตฟอร์ม และ Q&A อีกหลายข้อ ทั้ง Shopee Choice, LINE Shopping, การเคลมตีคืน และร้านแบบไหนรอดใน Lazada 👇
YouTube Membership
ดู LIVE เต็มทุกตอน ใน Membership
สมาชิกระดับ Standard 300 บาท/เดือน ดู LIVE ย้อนหลังได้ทุกตอน มี LIVE ฉบับตัดต่อให้ทบทวนเร็วขึ้น และเข้ากลุ่ม LINE OpenChat คุยกับคนขายด้วยกัน