สรุปหนังสือ The Compound Effect ของ Darren Hardy ตอนที่ 1 - Jade เลือดสาดมาร์เก็ตติ้ง
|

เหนื่อยแทบตายแต่ยอดไม่ขยับ? — สรุปหนังสือ The Compound Effect ตอนที่ 1

[พัฒนาตัวเอง] ขายออนไลน์ดีขึ้น 10 เท่า ด้วยการเปลี่ยนแค่นิดเดียว! — คลิปยาวประมาณ 1 ชั่วโมง 21 นาที ผมหยิบหนังสือ The Compound Effect (ฉบับแปลไทยชื่อ “พลังผลลัพธ์ทวี”) ของ Darren Hardy มาเล่า แล้วจับมาเทียบกับชีวิตคนขายของออนไลน์ เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าทำงานหนักทุกวัน เหนื่อยแทบตาย แต่ยอดขายกับชีวิตก็ยังไม่ไปถึงเป้าสักที

ซีรีส์ The Compound Effect: บทความนี้คือตอนที่ 1 อ่านต่อ ตอนที่ 2: เลิกนิสัยไม่ดีไม่ได้สักที?

ดูคลิปเต็มบน YouTube: [พัฒนาตัวเอง] ขายออนไลน์ดีขึ้น 10 เท่า ด้วยการเปลี่ยนแค่นิดเดียว!

ในคลิปนี้คุณจะได้รู้

  • สูตรหลักของเล่มนี้: Small, Smart Choices + Consistency + Time = Radical Difference
  • ทำไมคนส่วนใหญ่ได้ผลลัพธ์แค่ “ค่าเฉลี่ย” เพราะทำตามคนหมู่มาก
  • เรื่องปั๊มน้ำบาดาล: ทำไมหลายร้านเลิกก่อนน้ำหยดแรกจะออก และทำไมร้านที่เคยขายดีกลายเป็นขาลง
  • รับผิดชอบ 100% เลิกโทษแพลตฟอร์ม เศรษฐกิจ หรือลูกค้า
  • เป้าหมายที่ชัด ค่าเฉลี่ยของคน 5 คนรอบตัว และการเลิกนิสัยเดิมแบบค่อยเป็นค่อยไป

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มาจากการทำตามคนหมู่มาก

มีประโยคหนึ่งตั้งแต่ต้นเล่มที่ผมชอบมาก ใจความคือ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากการทำตามคนหมู่มาก ฟังแล้วผมว่ามันตรงกับพวกเราที่เป็นพ่อค้าแม่ค้ามากเลยครับ

ลองดูแพลตฟอร์มไหนก็ได้ มีร้านเปิดอยู่เป็นแสนร้าน แต่ร้านที่ประสบความสำเร็จจริงๆ มีไม่กี่ร้าน หลายร้านไม่ได้ active เลยด้วยซ้ำ คนที่ติดท็อปคือคนส่วนน้อยเสมอ

ปัญหาคือเวลายอดตก เรามักวิ่งไปถามกลุ่มใหญ่ๆ แล้วคนส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า “ช่วงนี้ยอดตกกันหมด” หรือ “ยิงโฆษณาไปก็ไม่ดีหรอก” เราก็เชื่อ ทั้งที่คนส่วนใหญ่คือคนที่ขายไม่ดี ส่วนคนที่ขายดีจริงๆ มักไม่ค่อยออกมาแชร์ เพราะแชร์ไปทีไรก็โดนถามว่าเป็นหน้าม้าหรือเปล่า ทำตามคนหมู่มาก ผลลัพธ์ก็ได้แค่ค่าเฉลี่ยครับ

สูตร Compound Effect: เลือกเรื่องเล็กๆ ให้ฉลาด ทำสม่ำเสมอ แล้วให้เวลาทำงาน

รูปที่ผมว่าเป็นหัวใจของครึ่งแรกของเล่มนี้ คือคน 3 คนที่เริ่มต้นเหมือนกันหมด เป็นพนักงานออฟฟิศเงินเดือนพอๆ กัน ฐานะพอๆ กัน แต่เลือกทำเรื่องเล็กๆ ในแต่ละวันต่างกัน ยกตัวอย่างเรื่องสุขภาพ

คนสิ่งที่ทำทุกวันปลายทาง
คนที่ 1เริ่มกินคลีนวันละมื้อ ออกกำลังกายทีละนิด เพราะอยากอยู่กับลูกไปนานๆสุขภาพดีกว่าคนอื่นชัดเจน
คนที่ 2ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ เลิกงานก็ดูซีรีส์เหมือนคนทั่วไปเป็นคนทั่วไป ค่าเฉลี่ย
คนที่ 3ปาร์ตี้ กินตามใจปาก ไม่ได้ดูแลตัวเองสุขภาพแย่ลงเรื่อยๆ

สูตรของเล่มนี้คือ Small, Smart Choices + Consistency + Time = Radical Difference ทางเลือกเล็กๆ ที่ฉลาด บวกความสม่ำเสมอ บวกเวลา จะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันมหาศาล คนสุขภาพดีไม่ได้แปลว่าต้องเป็นนักกีฬาหรือมีซิกแพค มันเริ่มจากความต่างนิดเดียว แต่ช่วงแรกจะยังไม่เห็นผล เหมือนออกกำลังกายวันแรกซิกแพคก็ไม่ขึ้น แต่พอถึงจุดหนึ่ง ช่องว่างจะค่อยๆ ถ่างออก เรื่องเงินออม เรื่องลงทุนก็เหมือนกัน

พอเอามาเทียบกับการขายของ คนส่วนใหญ่อยากรวยทันที เปิดเพจใหม่ โพสต์คอนเทนต์ติดกัน 10 โพสต์ ผ่านไปวันสองวันไม่เห็นผล ก็รู้สึกเหนื่อยแล้วเลิก เพราะหักโหมเกินไปตั้งแต่แรก ส่วน Smart Choice ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรกเสมอไป บางทีเราเป็นคนตาม แต่เลือกตามถูกช่องทาง ถูกคน ถูกวิธี ที่คนอื่นพิสูจน์แล้วว่าได้ผล แล้วทำอย่างสม่ำเสมอครับ

ปั๊มน้ำบาดาล: เลิกก่อนน้ำหยดแรก หรือหยุดปั๊มตอนน้ำกำลังไหล

ในหนังสือมีอีกภาพที่ผมชอบ คือเครื่องสูบน้ำบาดาลแบบมือโยก ช่วงแรกออกแรงแทบตายน้ำก็ไม่ออกสักหยด แต่ถ้ายังสม่ำเสมอ น้ำจะค่อยๆ หยด แล้วไหลออกมาเต็มที่ ความผิดพลาดมี 2 แบบ

  1. เลิกก่อนน้ำหยดแรก เปิดร้าน ลงรูป ลงสินค้า ยิงโฆษณา ศึกษามาเยอะ แต่ยังไม่เห็นยอดก็สรุปว่าบ่อนี้แห้ง แล้วไปทำอย่างอื่น
  2. หยุดปั๊มตอนน้ำกำลังไหล พอขายดีแล้วก็คิดว่ามันจะไหลไปตลอด ไม่ทำต่อ ทั้งที่จริงแค่ผ่อนแรงลงแต่ยังทำต่อเนื่อง น้ำก็ยังไหลอยู่

ผมยกตัวอย่างร้านอาหารที่ดังจนต้องจองคิวล่วงหน้าหลายเดือน แต่วันหนึ่งพนักงานบริการไม่ดี ไม่สนใจลูกค้า คนที่เคยสำเร็จแล้วถ้าไม่รักษามาตรฐาน ก็กลายเป็นขาลงได้

ฝั่งร้านออนไลน์ก็เหมือนกัน ถ้าเราทำแค่สิ่งที่ใครๆ ก็ทำ ผลลัพธ์ก็ธรรมดา เพราะเทคโนโลยีกับความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนตลอด แต่ถ้าไม่ทำเลย ก็จะกลายเป็นขาลงทันที ช่วงนั้นผมสังเกตด้วยสายตาว่าคนหันมาใช้บริการพาร์ตเนอร์ที่ช่วยดึง KOL ไปลงโฆษณาให้มากขึ้นเยอะมาก บางคนบอกผมตรงๆ ว่ายิงแอดไม่เก่ง เลยใช้บริการแบบนี้แทน แล้วยอดก็ขึ้น ส่วนคนที่ทำแบบเดิม ไม่ลองอะไรใหม่ก็ค่อยๆ ลง นี่คือเหตุผลที่บางครั้งเราต้อง unlearn แล้ว relearn เลิกยึดติดกับสิ่งที่เคยทำให้เราสำเร็จ

อีกตัวอย่างคือแคมเปญ บางคนบอกว่าเข้าแคมเปญแล้วเปลืองเงิน แต่ถ้าไม่เข้าเลย การมองเห็นสินค้าก็ลดลง ยอดขายลด รีวิวลด จนเป็นขาลงทั้งที่เคยขึ้น ทางรอดอาจเป็นการขยับราคานิดหน่อยเพื่อทำโค้ด หรือหาทางให้ลูกค้าซื้อเพิ่มจนมีกำไรมากขึ้น และอย่าคิดว่ายอดเป็น “ของตาย” อย่างช่วงที่ของจากจีนติดด่าน ใครไม่สั่งของล่วงหน้า ไม่ดูสถิติ ก็ไม่มีของขายตอนแคมเปญใหญ่

รับผิดชอบ 100% เลิกโยนความผิดให้แพลตฟอร์ม

ในเล่มมีหัวข้อที่บอกว่าเราต้องรับผิดชอบ 100% บางคนเชื่อว่าการขายบนแพลตฟอร์ม ร้านรับผิดชอบครึ่งหนึ่ง แพลตฟอร์มรับผิดชอบอีกครึ่ง พอขายไม่ดีก็โทษว่าแพลตฟอร์มไม่ดัน เศรษฐกิจแย่ ลูกค้าไม่มีเงิน คนอื่นก็ขายไม่ดีเหมือนกัน

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุม เปิดดูสถิติหลังบ้าน เราจะเริ่มเห็นสิ่งที่ต้องแก้ทันที

  • ค่า CTR ลดลงไหม อันดับลดลงหรือเปล่า
  • คนเข้าชมน้อยลงไหม คนกดชำระเงินน้อยลงไหม
  • มีสินค้าคู่แข่งขึ้นมาอยู่ข้างๆ โฆษณาเราหรือเปล่า แล้วเขาดีกว่าเราตรงไหน

มองคนละมุมนิดเดียว ก็เห็นความต่างที่เราต้องพัฒนาครับ อีกเรื่องที่ทำให้เราไม่เปลี่ยน คือเราชอบความสุขแบบด่วนๆ เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เติมน้ำร้อน 3 นาทีแล้วอยากรวย ผมลองคิดให้ดูว่าถ้าดูซีรีส์ก่อนนอนวันละชั่วโมง ปีหนึ่งก็ราว 360 ชั่วโมง ไม่ได้บอกว่าห้ามดูนะครับ แค่แบ่งครึ่ง ดูวันละตอน แล้วเอาอีก 180 ชั่วโมงไปอ่านหนังสือหรือฟังเรื่องดีๆ ชีวิตก็น่าจะดีขึ้นกว่าเดิม

เป้าหมายไม่ชัด ชีวิตก็บินแบบ Auto Pilot

ตรงนี้ผมยกเรื่องตัวเองมาเล่า ผมรู้สึกว่าตัวเองขยัน ทำหลายอย่างมาก ทั้งสอน ทั้งรับงาน ทำคลิป ดูแลธุรกิจ จนวันหนึ่งลูกขอให้อ่านหนังสือให้ฟังแล้วผมบอกว่าไม่มีเวลา เลยต้องย้อนถามตัวเองว่าเป้าหมายจริงๆ คืออะไร คำตอบคือผมอยากมีเวลาให้ลูก และไม่ลำบากเรื่องเงิน ไม่จำเป็นต้องรวยที่สุด พอเป้าชัด ทางแก้ก็ง่ายขึ้น เช่น เข้านอนพร้อมลูก ตื่นเช้าขึ้นมาทำงาน แล้วมีเวลาให้ลูกตอนเขากลับบ้าน

หนังสือเปรียบเหมือนเครื่องบินที่ไม่รู้ปลายทางชัดๆ ก็จะบินวนแวะไปเรื่อยแล้วไปจบที่อื่น ส่วนลำที่บินช้ากว่าแต่ตรงเป้าไม่แวะ กลับไปถึงก่อน เหมือนนิทานกระต่ายกับเต่า ถ้าเราไม่เลือกเอง ชีวิตจะเข้าโหมด Auto Pilot เป็นค่า default เหมือนทุกคน

ค่าเฉลี่ยของเรา คือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่เราคบหาอยู่

ลองดู 5 คนที่เราคุยด้วยบ่อยที่สุด หรือ 5 เพจที่เราตามล่าสุดก็ได้ ถ้าวันๆ ตามแต่ข่าวดราม่า ถามตัวเองว่ามันพาเราเข้าใกล้เป้าหมายไหม ถ้าคบแต่คนที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ขายไม่ดี ก็เหมือนหาเพื่อนกอดคอกันลงเหว แต่ถ้าอยู่กับคนที่ทำธุรกิจจริงจัง เขาจะบอกให้เผื่อแผนไว้ เตรียมเงินหมุน ทำระบบให้ถูกต้อง ความรู้เราก็ถูกยกขึ้นไปด้วย

เลิกนิสัยเดิมทีละนิด แล้วสร้างกิจวัตรใหม่ 21 วัน

สิ่งที่ผมเล่าช่วงท้ายคือ ต้องเลิกนิสัยเดิมที่ไม่ดี แต่ไม่ต้องหักดิบ เหมือนคนเลิกบุหรี่ จากวันละ 3 มวนเหลือ 2 เหลือ 1 ออกกำลังกายไม่ต้องวันละ 2 ชั่วโมง เริ่มวันละ 30 นาทีหรือเดินรอบบ้านก็ได้ จากนั้นค่อยๆ สร้างกิจวัตรใหม่ ทำต่อเนื่องสัก 21 วันให้กลายเป็นนิสัย

  • หาสังคมหรือกลุ่มที่อยากเป็น ให้คนในนั้นกลายเป็นค่าเฉลี่ยใหม่ของเรา
  • หาเพื่อนสักคนไว้แลกเปลี่ยนกันทุกสัปดาห์ว่าทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง
  • ก่อนนอนอ่านหนังสือแทนการไถมือถือ แล้วจดความสำเร็จเล็กๆ ของวันนี้ไว้

ร้านเราไม่ได้ขายดีตั้งแต่วันแรกที่ทำสิ่งใหม่แน่ๆ ครับ แต่ถ้าทำทุกวัน มันจะสะสมจนดีขึ้นเอง

สิ่งที่ผมได้จากเล่มนี้

ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพราะผมทำได้ครบแล้วนะครับ จริงๆ มันคือโปรเจกต์เปลี่ยนตัวผมเองด้วย ผมให้เวลาตัวเองราว 2-3 เดือนในการเปลี่ยนนิสัย ทั้งเรื่องเวลาให้ลูก และเรื่องการแบ่งปันให้คนอื่นมีชีวิตดีขึ้น สิ่งที่ผมย้ำกับตัวเองคือ ความสำเร็จเล็กๆ รวมกันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ และอีกประโยคที่ชอบคือ “เมื่อคุณมองหา คุณจะมองเห็น” พอเริ่มมองหาโอกาสหรือการพัฒนาตัวเอง เราจะเห็นสิ่งดีๆ ที่อยู่ตรงหน้ามานานแล้ว

ในคลิปเต็มยังมีตัวอย่างอีกหลายเรื่องที่ผมเล่าสดๆ และช่วงคุยกับคนที่เข้ามาดู ใครอยากฟังภาคต่อของเล่มนี้ หรือได้อะไรจากคลิปนี้ คอมเมนต์บอกผมหน่อยนะครับ ผมจะได้มีแรงมาเล่าต่อ

Similar Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *