7 วิธีเปลี่ยนตัวเองเป็นคนขาขึ้น ฉบับคนธรรมดา — Jade เลือดสาดมาร์เก็ตติ้ง
|

ยอดตก ทำอะไรก็ขาลง? 7 วิธีเปลี่ยนตัวเองเป็นคนขาขึ้น ฉบับคนธรรมดา

[Mindset อย่ายืนตากแดด] 7 วิธีเปลี่ยนคุณเป็นคนขาขึ้นฉบับคนธรรมดาใช้ได้จริง — คลิปยาวประมาณ 1 ชั่วโมง 36 นาที เป็น LIVE ที่ผมนั่งคุยแบบไม่ตัดต่อเมื่อเดือนตุลาคม 2021 คลิปนี้ไม่ได้สรุปจากหนังสือเล่มไหนนะครับ ผมนั่งแกะตัวเองว่าช่วงที่คนรอบตัวบอกว่าผม “ขาขึ้น” จริงๆ แล้วผมทำอะไรอยู่ แล้วเอามาเรียงเป็น 7 ข้อ

ใครที่ช่วงนี้ยอดตก ทำอะไรก็รู้สึกเป็นขาลง ท้อจนไม่อยากเปิดร้าน บทความนี้เขียนมาเพื่อคุณครับ ผมเองก็เป็นคนธรรมดาที่ขาลงบ่อยมาก เริ่มจากเงิน 5,000 บาท จากการเป็นเด็กซื้อของคลองถมมาขาย

ดูคลิปเต็มบน YouTube: [Mindset อย่ายืนตากแดด] 7 วิธีเปลี่ยนคุณเป็นคนขาขึ้นฉบับคนธรรมดาใช้ได้จริง

ในคลิปนี้คุณจะได้รู้

  • ทำไม “อย่ายืนตากแดด” ถึงเป็นข้อแรกของการเป็นคนขาขึ้น
  • มองเวลาว่างตอนยอดตกให้เป็นโอกาส ไม่ใช่ความซวย
  • ทำไมคนตัวเล็กได้เปรียบคนตัวใหญ่ ถ้ายังขยันศึกษา
  • สังคม ข้อมูล และความขี้เกียจแบบมีประสิทธิภาพ ช่วยเราได้ยังไง
  • ให้เกียรติลูกค้า และ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ในแบบที่ไม่ใช่นั่งรอเฉยๆ

ข้อ 1: เชื่อก่อนว่ามีที่ที่ดีกว่าเสมอ — อย่ายืนตากแดด

ผมชอบเปรียบแบบชาวบ้านครับ ถ้าเรายืนอยู่กลางแดด ไม่มีหลังคา ร้อนจนทนไม่ไหว แล้วยังยืนอยู่ที่เดิม ถามว่าจะเย็นขึ้นไหม ไม่มีทาง คนฉลาดต้องเดินไปหาที่ร่ม ขาขึ้นก็คือใช้ขาตัวเองเดินขึ้น ขาลงก็คือใช้ขาตัวเองเดินลง ไม่มีใครบังคับเรา

ตัวอย่างที่ผมเล่าในคลิปคือเรื่องจด VAT พอเปิดบริษัท ต้นทุนเราแพงขึ้น 7% แน่นอน หลายคนบอกว่าแบบนี้แข่งราคาไม่ได้ แต่ผมกลับมาถามว่า ลูกค้าแบบไหนที่อยากได้ใบกำกับภาษี คำตอบคือองค์กรและบริษัท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีเงิน และไม่ได้ซื้อเพราะของถูกที่สุด

ผมเคยจะซื้ออุปกรณ์ตัวหนึ่ง ร้านในห้างขายประมาณ 8,000 บาท ร้านออนไลน์ขายถูกกว่ามาก ในรูปเขียนไว้ด้วยว่าออกใบกำกับภาษีได้ แต่พอทักไป ร้านบอกให้โอนค่า VAT 7% แยกเข้าบัญชีบริษัท ส่วนค่าสินค้าให้สั่งผ่านระบบแบบไม่รวม VAT ถ้าเป็นฝ่ายจัดซื้อของบริษัทเจอขั้นตอนแบบนี้ก็ไม่ซื้อครับ สุดท้ายผมยอมจ่าย 8,000 กับร้านที่ทำถูกต้อง

ถ้าเราจะเป็นคนขาขึ้นได้ อย่างแรกต้องเชื่อก่อนว่าเราขึ้นได้ และเราเลือกได้ว่าจะขึ้นหรือจะลง

ข้อนี้รวมถึงการเลือกทำให้ถูกต้องด้วยครับ ผมเลือกไม่ไปแข่งกับคนที่หนีภาษีหรือขายของสีเทา ต่อให้ต้องยอมขาดทุนล้างสต็อกบ้าง ก็ยังดีกว่าวนอยู่ในวังวนเดิม

ข้อ 2: มีเวลาว่างคือดี

หลายคนมาบ่นว่าช่วงนี้ขายไม่ดี ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ผมว่านี่แหละเวลาที่ดีที่สุด เพราะมีเวลาก็มีปัญญา ช่วงขายดีผมเคยแพ็คของ ออกบิล ตอบแชท ตั้งแต่เที่ยงคืนต่อเนื่องจนเกือบ 48 ชั่วโมงไม่ได้นอน แบบนั้นไม่มีเวลาคิดอะไรใหม่เลย

มีน้องคนหนึ่งยอดตก บ่นว่าว่างเกินไป สุดท้ายเอาเวลาที่ว่างไปเปิดเพจใหม่ วันต่อมาก็มีคนติดตามหลักสิบ ยอดขายยังไม่มาก็จริง แต่ดีกว่าไม่มีอะไรเลย และไม่มีใครเปิดเพจวันแรกแล้วมีคนตามเป็นหมื่น ทุกคนต้องผ่านช่วงงงๆ นี้เหมือนกัน

ส่วนผม ช่วงที่ว่างก็เริ่มหัดตัดคลิปสั้นในมือถือ ทำให้จบใน 1 นาที ใส่เสียงพากย์ ใส่ซาวด์เอฟเฟกต์ แล้วลองไปค้นแฮชแท็กของสินค้าที่ตัวเองขายใน TikTok ซึ่งคิดว่าไม่น่ามีใครดู ปรากฏว่ามีคนดูเป็นแสนเป็นล้าน เลยรู้ว่ายังมีช่องทางอีกเยอะที่ผมไม่เคยทำ

กำไรเท่ากัน แต่ใช้สกิลไม่เหมือนกัน

วิธีขายสิ่งที่ต้องฝึก
ขายหลักร้อยชิ้น ได้กำไร 5,000 บาทระบบแพ็คส่ง คนช่วยงาน ความเร็ว
ขายชิ้นเดียว ได้กำไร 5,000 บาทเข้าใจอารมณ์ลูกค้า การเล่าเรื่อง ประสบการณ์ และบริการ

ผมไม่ได้บอกว่าขายเยอะชิ้นไม่ดีนะครับ แค่ต้องเลือกว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วไปเรียนกับคนที่เป็นแบบนั้น

ข้อ 3: ตัวเล็กดีกว่าตัวใหญ่

ผมเล่าเรื่องเฮียคนหนึ่งที่ผมเคยรับของมาขายตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กคลองถม ตอนนี้เขามีบริษัท มีแบรนด์ ขายในห้างเยอะมาก แต่พอช่วงโควิดรายได้หน้าร้านหายไป เอาสต็อกมาลงออนไลน์ก็ขายไม่ออก ขาดทุนทั้งปี

พอผมเปิดดูร้าน ก็เห็นว่าแบรนด์ที่ชัดเจนในออฟไลน์ ไม่ได้ถูกสื่อออกมาในออนไลน์เลย สินค้าตัวหนึ่งขาย 300 บาท ใส่รูปรูปเดียว ขณะที่ร้านของจีนไม่มีแบรนด์ขาย 49 บาท ใส่รูปสวยๆ 7 รูป ลูกค้าจะเชื่อร้านไหน

คนตัวใหญ่ปรับตัวช้า เพราะเจ้าของต้องสื่อสารผ่านลูกน้องหลายทอด แต่คนตัวเล็กอย่างเราที่ทำเองทุกอย่าง ฟังปุ๊บเข้าใจ แก้ได้ทันที ต้นทุนน้อย ลูกน้องน้อย ความเสี่ยงต่ำ ลองอะไรใหม่ได้บ่อย

แต่มีเงื่อนไขนะครับ คนตัวเล็กต้องขยันศึกษา ไม่ใช่เอาแต่บ่นว่าเจ้าใหญ่ตัดราคา เขาก็มีค่าใช้จ่ายของเขา เราควบคุมในสิ่งที่ควบคุมได้ และไม่ไปควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ตัวเล็กแต่ไม่ศึกษาก็แห้งตายเหมือนกัน

ข้อ 4: หาสังคมและข้อมูลดีๆ อยู่เสมอ

สังคมดีๆ สำหรับผมคือคนที่เป็นแบบที่เราอยากเป็น หรือคนที่ “บวกหนึ่ง” จากเราในทิศทางนั้น ลองเปิดมือถือไถฟีดดู 5 โพสต์แรก เพื่อน 5 คนหรือเพจ 5 เพจนั้นพูดเรื่องอะไร นั่นแหละค่าเฉลี่ยของเรา ลองมองเหมือนเป็นมือถือของเพื่อน แล้วถามว่าคนคนนี้อนาคตจะเป็นยังไง

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เงียบไปหลายวัน เพราะในกลุ่มผมเอาแต่เล่าว่าไปลองอะไรมา สุดท้ายเขาโทรมาบอกว่าไม่รู้จะแชร์อะไร แต่เขาก็เริ่มหาสินค้าที่แพงขึ้นและกำไรดีขึ้นมาขายบ้างแล้ว นี่คือพลังของค่าเฉลี่ย ถ้าคนรอบตัวเดินเข้าร่มกันหมด เราจะรู้สึกเองว่าจะยืนตากแดดอยู่ทำไม

อีกเรื่องคือข้อมูล คนชอบบอกว่าคลิปผม “น้ำเยอะ” แต่นักธุรกิจชอบฟัง Case Study เพราะต่อให้ยังไม่ได้ใช้ตอนนี้ ก็เอาไปปรับใช้ได้ทีหลัง เนื้อไก่หาที่ไหนก็ได้ แต่สูตรน้ำซุปแต่ละเจ้าไม่เหมือนกัน

ข้อ 5: เป็นคนขี้เกียจที่มีประสิทธิภาพ

ผมขี้เกียจมากครับ พูดตรงๆ เลย แม่ค้าทุกคนต้องเจอคำถามซ้ำๆ ทุกวัน ส่งเมื่อไหร่ ส่งขนส่งอะไร มีส่วนลดไหม ซื้อเยอะลดได้ไหม ส่งฟรีไหม สิ่งที่ผมทำคือ

  • ตั้ง Q&A และข้อความตอบกลับอัตโนมัติ
  • ตั้งคีย์ลัดข้อความในมือถือ
  • เรื่องไหนพิมพ์อธิบายแล้วไม่เข้าใจ ถ่ายวิดีโอแล้วโยนขึ้น YouTube ส่งลิงก์ให้ดู ไม่ต้องสนว่าใครจะดูหรือไม่ดู
  • เรื่องที่เพื่อนถามบ่อย เช่น จดบริษัท จด VAT ปักหมุดไว้ที่หน้าเพจ บอกครั้งเดียวจบ

เหมือนครัวร้านอาหารใหญ่ๆ ที่มีกระดาษเขียนไว้ว่าเมนูนี้ใช้ส่วนผสมอะไร เปิดไฟเท่าไหร่ คนขี้เกียจคิดระบบมาเพื่อที่ตัวเองจะไม่ต้องทำหน้าที่นี้ไปจนตาย และคนที่มาทำแทนก็ทำตามได้ง่าย

ข้อ 6: เชื่อว่าเราจะดีขึ้นได้เรื่อยๆ และให้เกียรติลูกค้า

LIVE นี้ผมใส่เสื้อเชิ้ตแทนเสื้อยืด เพราะช่วงนั้นเริ่มมีมหาวิทยาลัยและองค์กรเชิญไปเป็นวิทยากร ไปพูดที่มหาวิทยาลัยเราคงไม่ใส่เสื้อยืดไป การแต่งตัวให้เหมาะคือการให้เกียรติคนฟัง เราควบคุมปลายทางไม่ได้ แต่ควบคุมต้นทางได้

การขายของก็เหมือนกัน ถ้าเราเข้าใจและให้เกียรติลูกค้า เราจะรู้เองว่าควรลงรูปอะไร ควรเขียนอะไร แต่ถ้าคิดว่ามีแบรนด์ ตั้งราคาสูง ยิงโฆษณาเยอะ จ้างเซเลบแล้วคนจะซื้อเอง แบบนั้นคือไม่ได้คิดถึงเขาเลย อาจมีคนซื้อบ้าง แต่ไม่ยั่งยืน

อยากขายดีขึ้น ทำตัวให้เหมาะสมขึ้น อยากขายแพงขึ้น ทำตัวให้พรีเมียมขึ้น ทำสินค้าให้ดีขึ้น เข้าใจลูกค้ามากขึ้น

ข้อ 7: เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

This Too Shall Pass ครับ แต่ไม่ได้แปลว่านั่งอยู่ที่เดิมแล้วรอยอดดีขึ้นเอง ความหมายของผมคือ ถ้าเราพยายามเต็มที่แล้วมันยังแย่ มันคงไม่แย่ไปกว่านี้มาก ไปทำอย่างอื่นดีกว่า

ผมเคยอยู่อันดับหนึ่งบนเวทีหนึ่ง แล้วรู้สึกไม่เป็นสุขเพราะกลัวคู่แข่งแซง สุดท้ายถามตัวเองว่าจำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งของแพลตฟอร์มไหม คำตอบคือไม่ สิ่งเดียวที่ผมอยากเป็นที่หนึ่งคือ ทำให้คนที่ฟังได้ประโยชน์จริง ชีวิตเขาและคนรอบข้างดีขึ้น

คู่แข่งของผมจึงไม่ใช่ใครเลยนอกจากตัวเอง ผมยกคำพูดของ Steve Jobs ที่ให้ถามตัวเองทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย เราจะยังอยากทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ไหม ถ้าคำตอบคือไม่ติดกันหลายวัน แปลว่าเรามาผิดทาง ส่วนเวลาขายของ ก็ให้มองทะลุไปมากกว่าเงิน ว่าของที่เราขายแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริงไหม

สิ่งที่ผมได้จากการนั่งแกะตัวเองครั้งนี้

ทั้ง 7 ข้อไม่มีข้อไหนต้องเสียเงินสักบาทครับ ไม่ใช่วิชาลับที่ต้องจ่ายค่าคอร์ส แค่เปลี่ยนบางอย่างในหัว เลิกยืนตากแดดที่เดิม เอาเวลาว่างไปลองของใหม่ หาเพื่อนที่วิ่งนำให้เราเห็นแผ่นหลัง ทำระบบให้ตัวเองขี้เกียจได้ ให้เกียรติลูกค้า และแข่งกับตัวเองแทนการแข่งกับคนอื่น

คนตัวเล็กไม่ได้แปลว่าโตไม่ได้ ผมเองก็เริ่มจากศูนย์ ทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่หาของ ถ่ายรูป แพ็คของ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นพ่อค้าธรรมดาคนหนึ่งที่พยายามเดินขึ้นบันไดทีละขั้น

ในคลิปเต็มยังมีเรื่องเล่าอีกเยอะที่ผมไม่ได้ใส่ในบทความนี้ ทั้งรายละเอียดเรื่องการเลือกลูกค้าองค์กร กลยุทธ์ของคนขายของแพงที่ต่างจากคนขายของถูก ช่วงตอบคอมเมนต์สด และเรื่องที่ผมไปพูดให้ผู้สูงวัยที่ขายสินค้า OTOP ฟัง ดูจบแล้วคอมเมนต์บอกผมหน่อยครับว่าได้อะไร หรือข้อไหนที่จะเอาไปใช้ก่อน

Similar Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *