สรุป LIVE EP7 กติกา Shopee ใหม่ เพดานค่าโปรแกรมหาย และทางรอดของคนขาย

สรุป LIVE EP7: กติกา Shopee ใหม่ ค่าโปรแกรมไม่มีเพดาน คนขายต้องปรับตัว

LIVE EP7 : สิ่งที่คนขายยุคต่อไปต้องมีเพื่อได้ประโยชน์สูงสุดจาก Shopee Prime Seller Seller Affiliate — LIVE เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2025 (ยาวประมาณ 1 ชั่วโมง 11 นาที)

LIVE นี้ผมคุยเรื่องกติกาใหม่ของ Shopee ที่เริ่มกลางเดือนพฤศจิกายน ว่าคนขายจะโดนต้นทุนเพิ่มตรงไหน ทางรอดมีอะไรบ้าง และยุคต่อไปแพลตฟอร์มอยากได้คนขายแบบไหน เหมาะกับเจ้าของร้านที่ขายบน Shopee อยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่ขายสินค้าราคาสูงครับ

หมายเหตุ: ข้อมูลค่าธรรมเนียม/นโยบายในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2025 (วันที่ LIVE) แพลตฟอร์มปรับบ่อย ควรเช็กข้อมูลล่าสุดใน Seller Center ก่อนตัดสินใจ

▶️ ดู LIVE เต็ม (สำหรับสมาชิก Membership)

ไฮไลต์จาก LIVE นี้

  • ตั้งแต่วันพุธที่ 19 ถ้าจะเข้าโค้ด ต้องเข้าทั้ง 2 ป้าย (ส่งฟรี + ส่วนลด) ไม่มีเข้าป้ายเดียวแล้ว
  • เพดานค่าโปรแกรมเดิม 300 บาท/ชิ้น (ไม่รวม VAT) ถูกยกเลิก ของราคาสูงโดนหนักขึ้นทันที
  • สูตรคิดง่ายๆ ของผม: บวกค่าแพลตฟอร์มไว้ก่อน 25% แล้วยังต้องกันงบโฆษณาเพิ่มอีก
  • ขึ้นราคา/ลดค่าใช้จ่ายมีข้อจำกัด ทางรอดระยะยาวคือ Content + กลุ่มเป้าหมายชัด + แอดตรงกลุ่ม
  • วิธีเริ่มง่ายสุดวันนี้: ทำรูปสินค้า 8 รูปให้ “เล่าเรื่อง” โดยเปิดด้วยคำถามของลูกค้า

1) วันพุธที่ 19 : ไม่เข้าโค้ด = แทบหายไปจากสายตาลูกค้า

สิ่งแรกที่เปลี่ยนคือ ป้ายสีเขียว (ส่งฟรี) แบบเข้าป้ายเดียวสิ้นสุดวันที่ 19 ต่อจากนี้ร้านไหนจะเข้า ต้องเข้าทั้งป้ายเขียวและป้ายเหลืองคู่กัน ถ้าไม่เข้า ลูกค้าก็ใช้โค้ดอะไรกับร้านเราไม่ได้เลยครับ

ผมลองเปิดแอปในวันที่ไม่ใช่วันแคมเปญ (วันอาทิตย์หลังแคมเปญ 11.11 จบ) ยังเจอโค้ดลดเยอะมาก เช่น ซื้อขั้นต่ำ 100 ลด 17%, ขั้นต่ำ 1,000 ลด 20% และร้าน Mall ซื้อ 2,000 ลด 25% (ตัวเลขตามที่ผมแคปมาโชว์ ณ วันที่ LIVE) คำถามคือ ถ้าทุกร้านมีโค้ดแบบนี้ แล้วร้านเราไม่มี ลูกค้าจะมีเหตุผลอะไรมาซื้อเรา?

มุมที่ผมมองคือ Shopee รู้ว่าตัวเองสู้เรื่องความบันเทิงหรือการสร้างกระแสไม่ได้ สิ่งที่สู้ได้คือ “ความถูก” และโค้ด เพราะฉะนั้นถ้าจะขายในแอปนี้ให้ง่าย ผมว่าหมดยุคคิดแล้วว่าเข้าดีหรือไม่เข้าดีครับ

2) เพดานค่าโปรแกรมหายไป คนขายของแพงโดนก่อน

อีกเรื่องที่สำคัญมาก คือค่าโปรแกรมส่งเสริมการขายของป้ายเขียว+เหลือง เดิมมีเพดานสูงสุดที่ 300 บาทต่อชิ้น (ไม่รวม VAT) แต่เกณฑ์ใหม่ ไม่มีเพดาน และไม่ได้จำกัดหมวดหมู่ ใน LIVE ผมให้ตัวเลขคิดกลมๆ ว่าโดนเพิ่มจากค่าธรรมเนียมพื้นฐานราว 7.49% ตัวอย่างที่ผมคำนวณให้ดู (ต่อชิ้น):

ราคาสินค้าเดิม (ติดเพดาน)ใหม่ (ไม่มีเพดาน)
ไม่เกินประมาณ 4,285 บาทไม่ต่างกันไม่ต่างกัน
5,000 บาท321 บาท374 บาท (+53)
10,000 บาท321 บาท749 บาท

แปลว่าใครขายของหลักร้อยถึงสองพันกว่าบาท แทบไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่หมวดอย่างยานยนต์หรืออิเล็กทรอนิกส์ที่ของชิ้นละหลายพันถึงหลักหมื่น (ร้านผมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้) ต่อให้ยอดขายเท่าเดิม กำไรจะหายไปเยอะมากครับ

ถ้าจะขายบน Shopee ให้ง่าย ผมแนะนำให้บวกค่าแพลตฟอร์มไว้ก่อน 25% คือขาย 100 ได้ 75 — และนั่นยังไม่รวมงบโฆษณาที่ต้องกันไว้อีก

ผมย้ำใน LIVE ว่าจากที่ผมให้คำปรึกษามา ร้านที่ยอดหลักล้านขึ้นไปไม่มีใครยิงแอดต่ำกว่าหลักแสน ถ้าเข้าทุกโปรแล้วไม่เหลืองบการตลาดเลย อาจจะอยู่ไม่ได้ครับ

3) ขึ้นราคา ลดค่าใช้จ่าย หาสินค้าใหม่ — ทำได้ แต่มีข้อจำกัด

ช่วงนี้ผมให้คนในแชทช่วยกันคิดทางรอด คำตอบหลักๆ คือขึ้นราคา ลดค่าใช้จ่าย และหาสินค้าที่ไม่เหมือนคนอื่น/ดีกว่า ซึ่งแต่ละทางมีราคาที่ต้องจ่าย:

  • ขึ้นราคา — เป็นปัจจัยภายนอก เราขึ้นแต่คู่แข่งหรือ Official Store ไม่ขึ้นก็จบ เหมาะกับคนที่เป็นเจ้าตลาดอยู่แล้ว
  • ลดคน — คนที่เหลือเหนื่อยขึ้น อาจต้องจ่าย OT เพิ่ม
  • ลดงบการตลาด/โปรโมชั่น — Awareness หาย หรือเท่ากับขึ้นราคาทางอ้อม
  • หาสินค้าใหม่ — ดีแต่ยาก และสุดท้ายก็ต้องมีคน “เชื่อ” ก่อนอยู่ดี

ใน LIVE ยังมีเรื่องเล่าจากการให้คำปรึกษาจริง เรื่องโรงงาน/เจ้าของแบรนด์ที่หันมาขายเองและตัดราคาตัวแทน ซึ่งผมเล่าไว้แบบเต็มๆ ในคลิปครับ

4) ยุค Affiliate for Seller : แพลตฟอร์มอยากได้คนขายที่ทำ Content เป็น

Shopee ออกโปรแกรม Affiliate for Seller ที่ร้านค้าได้เงินคืน 8% เมื่อพาคนจากโซเชียลของตัวเองเข้ามาปิดการขายบนแอปสีส้ม (ตามที่ผมสรุปใน LIVE) ผมมองว่าคนที่ไม่ทำ Content เองจะไม่ได้อะไรจากเรื่องนี้เลย แต่ถ้าทำเป็น นี่คือสิ่งที่ช่วยหักล้างค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นได้

ผมเดาว่ายุคต่อไป (ย้ำว่าเป็นความเห็นส่วนตัว) คนขายต้องมี 3 อย่าง:

  1. Content ที่ฮุกแล้วซื้อเลย
  2. กลุ่มเป้าหมายที่ชัดมาก
  3. โฆษณาที่ยิงตรงกลุ่มจริงๆ

ถ้าสินค้าซื้อยาก ต้องวางตัวเป็น “ห้องสมุด” ของเรื่องนั้นให้ได้ คือเชี่ยวชาญ เข้าใจปัญหาลูกค้า และให้ทางออกได้ ผมยกตัวอย่างร้านคอมพิวเตอร์ชื่อดังที่ขายของเหมือนคนอื่น แต่ชนะด้วยตัวคนขายและการทำ Content ต่อเนื่องมาหลายปี พร้อมเล่าบทเรียนของผมเองที่เคยนำตลาดกล้องติดรถยนต์ แล้วเลิกทำจนโดนแซง แบบกระต่ายกับเต่าครับ

อีกหลักที่ผมชอบมาก คือคนที่ขายไม่ได้มักมีแค่ 2 ปัญหา: มีคนที่ไม่ใช่เยอะเกิน (ทำคลิปไวรัลแต่ไม่ทำเงิน, ยิงแอดผิดกลุ่ม) และ มีคนที่ใช่น้อยเกิน

5) วิธีเริ่มง่ายสุด: ทำรูปสินค้า 8 รูปให้ลูกค้าดูจนจบ

ถ้าการทำคลิปหรือทำช่องดูยากเกินไป ผมแนะนำให้เริ่มจากของที่มีอยู่แล้ว คือหน้าสินค้า ยิงแอดเท่าเดิม แต่ทำให้คนที่กดเข้ามาดูรูปตั้งแต่รูปที่ 1 ถึงรูปที่ 8 โดยไม่กดออก

ตัวอย่างที่ผมเจอคือร้านเสื้อยืดผู้ชายธรรมดาๆ ร้านหนึ่ง แต่รูปแรกและประโยคแรกของวิดีโอเปิดด้วยคำถามประมาณว่า “ทำไมผู้ชายบางคนแต่งตัวออกมาดูดี” แล้วรูปถัดไปค่อยๆ เล่าเหตุผล ฟีเจอร์ จนรูปสุดท้ายโชว์ผลลัพธ์

  • รูปที่ 1 = คำถามที่ลูกค้าสงสัยมากที่สุด (เอามาจากแชทที่ลูกค้าทักมาถามนั่นแหละ)
  • รูปกลางๆ = เล่าเรื่อง เหตุผล ฟีเจอร์ ว่าทำไมของเราดี
  • รูปท้าย = ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปหลังใช้สินค้า

ข้อดีคือช่วยลดงานแอดมินตอบแชท เพิ่ม Conversion จากงบแอดเดิม และรูปที่เราถ่ายเองยังเป็นต้นฉบับที่ใช้แจ้งลบคนก๊อปได้ด้วยครับ

ใน LIVE เต็มยังมีอีกหลายส่วนที่ผมไม่ได้ใส่ในบทความนี้ เช่น ตัวอย่างการตั้งคำถามรูปแรกสำหรับสินค้าลดน้ำหนัก, เทคนิคทำรูปให้ลูกค้าซื้อเป็นเซ็ต (ใช้คู่กันได้ผลกว่า), เรื่องเล่าจากเคสที่ปรึกษาจริง และการถาม-ตอบกับคนในแชทตลอด LIVE ดูต่อได้เลยครับ 👇

YouTube Membership

ดู LIVE เต็มทุกตอน ใน Membership

สมาชิกระดับ Standard 300 บาท/เดือน ดู LIVE ย้อนหลังได้ทุกตอน มี LIVE ฉบับตัดต่อให้ทบทวนเร็วขึ้น และเข้ากลุ่ม LINE OpenChat คุยกับคนขายด้วยกัน

Similar Posts

  • สรุป LIVE EP9: Personal Brand ที่เริ่มจากเยียวยาตัวเองก่อนขายของ

    สรุปคลาส Personal Brand ฉบับย่อ: จากวันที่ผมเบิร์นเอาต์ สู่แนวคิด “สินค้าที่ดีต้องเยียวยาตัวเองได้เป็นคนแรก” และกรอบ 5 ขั้นจากตัวตนสู่ยอดขาย

  • ทำไมต้องเข้าแคมเปญถึงขายดี? Lazada Step UP your Success 2024 (ตอนที่ 4)

    ก่อนเล่า Session นี้ ผมขอเพิ่มเติมเกร็ดเล็กน้อยนิดนึงครับ เวลาคุณดูสัมมนาเพื่อเสนอขายอะไรบางอย่าง ผมอยากให้คุณสังเกตดู ลำดับการนำเสนอดีๆครับ ถ้าสุดท้ายจุดประสงค์ของงานคือการจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการขายให้บริษัทฯ หรือ องค์กรตัวเอง เค้ามีการเรียงลำดับการขายยังไง? ผมแกะมาให้ตามนี้ครับ ช่วงที่ 1 : พูดถึงความประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมา(ขายความเชื่อมั่น)ช่วงที่ 2 : พูดเรื่องสถิติที่สนับสนุนสิ่งที่ตัวเองทำ (ขายอนาคต) ช่วงที่ 3 : พูดถึงเส้นทางขายดี แนวทางที่ Lazada เตรียมไว้ให้คุณ (ขาย Seller Package + Premium Package) ช่วงที่ 4 : พูดถึงความสำคัญของการเข้าแคมเปญ (ขายความสำคัญของการเข้าแคมเปญ) ช่วงที่ 5 : พูดถึงอยากขายดีต้องทำให้คนเห็นด้วยการซื้อโฆษณา (ขายความสำคัญของการซื้อโฆษณาเพิ่ม) ช่วงที่ 6 : เชิญแบรนด์ที่ขายดี (Testimonial) และ ให้รางวัล(ขยายและตอกย้ำสิ่งที่คนขายอยากได้ อยากเป็น) เห็นไหมครับ Lazada ไม่ได้เริ่มเริ่มวกเข้า Session…

  • ถ้าย้อนวัยไปได้ซัก 10 ปี วันนี้ผมจะเป็นนายหน้าเต็มตัว

    1. เริ่มได้โดยใช้เงินลงทุนน้อย ตัวผมเองมีสินค้าในสต๊อกหลายล้านบาทแต่ไม่ได้แปลว่าคนที่มีสินค้าในสต๊อกหลายล้านบาทจะต้องได้กำไรเดือนนึงหลายแสน – หลายล้านบาทตาม ผมเห็นหลายต่อหลายท่านร่ำรวยจากการเป็นนายหน้าและมีรายได้ตั้งแต่หลักพัน – หลักแสนบาท(หลักล้านก็มีฮะ ตัวท๊อปๆ) ซึ่งการที่จะได้กำไรเยอะๆ ไม่ได้ผันแปรว่าคุณจะต้องมีเงินถุงเงินถังสต๊อกสินค้าในโกดัง แต่รายได้พวกนี้จะมากขึ้นตามความสามารถที่แท้จริงที่คุณมี 2. ได้หาสิ่งที่ชอบจริงๆ ถ้ายังไม่ชอบก็เปลี่ยนไปมาได้ถ้าสมัยก่อนจะต้องมีคนถามว่าอยากเปิดร้านขายของ แต่ไม่รู้จะขายอะไรดี? จะเปิดร้านก็กังวลเรื่องทุนจมไม่รู้เปิดร้านแล้วทำเลดีไหมความเสี่ยงมันเยอะไปหมด แต่สมัยนี้สั้นกว่า เพราะคุณตัดประโยคแรกออกไปได้เลย“เหลือแค่คำว่าจะขายอะไรดีพอ” คุณอาจได้ลองเริ่มจากของใกล้ตัวจริงๆก็ได้เคยเห็นคนขายอุปกรณ์ของใช้ในบ้านอุปกรณ์แต่งสวน อุปกรณ์ตกแต่งบ้านไหม? หลายๆโพส หลายๆคลิปมักพูดแบบนี้เริ่มจากสิ่งใกล้ตัวก่อน แล้วลองเล่าดูว่าทำไมคุณถึงใช้มันคุณจะได้เรียนรู้ว่าถ้าเป็นของที่คุณใช้ ชอบ และ อินมันจะเริ่มต้นง่ายมากเลย 3. ไม่ต้องยึดติดกับสินค้าตัวเดียวพ่อค้าส่วนใหญ่มักตายตรงนี้เพราะ ถ้าลงทุนกับสินค้าตัวไหนไปแล้วอยากได้ราคาถูก ต้นทุนถูก ก็ต้องตุนมากๆแต่พอตุนมากๆ แล้วระบายสต๊อกไม่ทัน หรือมีสินค้าตัวใหม่ออกมาสิ่งที่ทำได้ก็คือรีบหาทางแก้เกม เช่น ลดราคาหนีคนที่มีสินค้าอยู่ในมือ คือ ลงทุนไปแล้ว“แพ้ไม่ได้”เพราะถ้าแพ้ก็ขาดทุน!! แต่ถ้าเราเป็นนายหน้าถ้ายอดขายไม่ดี เราดูทรงแล้วว่ามีอย่างอื่นดีกว่าเราก็พร้อมเปลี่ยนไปทดลองสินค้าใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีอะไรยึดติดและตามกระแสผู้บริโภคทันและได้เข้าใจผู้บริโภคตัวจริงด้วย 4. ได้สร้าง Online Assetเหมือนลงทุนอสังหาออนไลน์ให้ตัวเองต่อยอดเพิ่มได้ในอนาคต คำว่า Asset ในที่นี้ผมหมายถึง(ผู้ติดตาม / ช่อง) ที่เกิดปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าตัวจริงในอนาคต เช่น คุณสร้างช่องที่แม่บ้านเม้ามอยให้ฟังหรือสร้างช่องที่แม่เล่าเรื่องลูกให้ฟัง(ลองนึกถึง แม่ตุ๊ก Little Monster)…

  • กำไรก็ไม่ค่อยมี ยังเสือกขายแล้วขาดทุน!! และนี่คือสาเหตุที่มือใหม่ขายใน Shopee แล้วเจ๊งโดยไม่รู้ตัว

    นี่คือวิธีขายใน Shopee แบบพลีชีพ ทำการกุศล ไม่เอากำไร ทำเพื่อ Platform ที่คุณคงไม่อยากทำกุศลแบบนี้กันหรอกมั้ง 555 หลายๆคนที่เป็นมือใหม่หัดขายสินค้าบน Shopee มักจะมีปัญหาที่ว่า ไม่นึกว่า Platform จะคิดค่าธรรมเนียมในการขายแพงขนาดนี้ แต่ใช่ครับมันแพงขนาดที่ว่าคิดคุณได้สูงสุดเกิน 20% เลยครับ และแต่ละคนอาจโดนคิดไม่เท่ากันด้วย!! ใครเป็นมือใหม่แนะนำอ่านให้จบ และพยายามใช้โควต้าในการอ่านหน่อย ก่อนจะขาดทุน (อ่านยาวๆไม่ไหวก็เซฟหรือแชร์เก็บไว้) คุณกำลังทำเพื่อตัวเองจะได้ไม่ต้องขาดทุน ไม่ใช่เพื่อผม!! ผมเชื่อว่าเคสนี้คงเป็นเคสที่ดี และ ไหนๆจะอธิบายแล้วจึงขออนุญาตยกมาทำบทความเลยแล้วกัน หลายๆคนจะได้ประโยชน์ ขายของบน Shopee ตอนนี้ คิดเงินคนขายยังไง?(อัพเดทล่าสุดปี 2024) เวลาเราลงราคาสินค้าเพื่อจำหน่าย ในที่นี้ ราคาที่เราตั้งขายตามตัวอย่างเช่น 2000 บาท เราจะโดนหักค่าอะไรบ้าง 1. ค่าโค้ดส่วนลดของคนขายที่ตั้งเอง คือ พวกโค้ดส่วนลดที่เราตั้งไว้ให้ลูกค้าใช้ เช่น ซื้อครบ 500 บาท คนขายลดให้ 10 บาท อันนี้เราตั้งโปรโมชั่นเองต้องออกเองอยู่แล้ว 2. ค่าธรรมเนียมและค่าบริการ ตรงนี้…

  • สรุป LIVE EP10: Shopee KOL หาเงินได้กี่ทาง? ไม่ใช่แค่ปักตะกร้า

    สรุป LIVE EP10 สำหรับมือใหม่สาย Shopee KOL ค่าคอมมาจากไหน ทำไมต้องเป็น Golden Tick ระวังโดนปาดคุกกี้ และ Mission รายเดือนอย่างโบนัสขั้นบันได Free Sample และ Ads Boost Package ที่หลายคนพลาด

  • |

    สรุป $100M Leads (Part 1): หาลูกค้าจนขายไม่ทัน เริ่มจากคนที่รู้จักคุณอยู่แล้ว

    สรุปหนังสือ $100M Leads ของ Alex Hormozi Part 1 ภาษาคนขายของออนไลน์: Lead vs Engaged Lead, 10 ขั้นตอน Warm Outreach, ACA Framework และ Value Equation

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *