สรุปหนังสือ $100M Offers ของ Alex Hormozi Part 1
|

สรุป $100M Offers: ทำไมเด็กอายุ 2x ขายเก่งกว่าเรา — เลือกตลาดให้ถูกก่อนทำข้อเสนอ

ทำไมเด็กอายุ 2x ขายเก่งกว่าเรา? คำตอบอยู่ในหนังสือเล่มนี้ — ผมเจอน้องๆ Gen Z หลายคนที่อายุแค่ยี่สิบต้นๆ แต่ทำเงินหลักแสนหลักล้าน แม่นทั้งเรื่องบริหาร คอนเทนต์ และเฟรมเวิร์ก พอถามว่าเรียนจากไหน คำตอบแทบจะเหมือนกันหมด คือหนังสือ $100M Offers ของ Alex Hormozi คลิปนี้ผมสรุปช่วง 30–40 หน้าแรก ที่ว่าด้วยพื้นฐานก่อนจะไปทำข้อเสนอ ครับ

▶️ ดูคลิปเต็มบน YouTube: ทำไมเด็กอายุ 2x ขายเก่งกว่าเรา? คำตอบอยู่ในหนังสือเล่มนี้

ในคลิปนี้คุณจะได้รู้

  • 2 ปัญหาใหญ่ของเจ้าของธุรกิจ และทำไมการแข่งราคาคือ “Race to the Bottom”
  • 3 ทางที่ทำให้ธุรกิจโต และคำถามที่คนขายในแพลตฟอร์มต้องตอบให้ได้
  • สินค้าแบบ Price-driven กับ Value-driven ต่างกันยังไง (ตัวอย่างแว่นราคา 350,000 บาท)
  • Starving Crowd: ทำไม “ฝูงคนที่หิวโซ” สำคัญกว่าทำเล คุณภาพ หรือต้นทุน
  • 4 เกณฑ์เลือกตลาด: Massive Pain, Purchasing Power, Easy to Target, Growing

ข้อเสนอที่ดี จนคนฟังรู้สึกว่า “ไม่ซื้อคือโง่”

มีคนไปถามนักขายเก่งๆ ว่าอยากขายดีมากๆ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง คำตอบสั้นมาก คือ “ทำข้อเสนอให้ดีจนคนฟังรู้สึกว่าจะโง่มากถ้าไม่ซื้อ” ถ้าสินค้าดีแต่ข้อเสนอไม่ดึงดูด ต่อให้ยิงแอดกระหน่ำแค่ไหน Conversion ก็ต่ำ เปลืองงบเปล่าๆ ในหนังสือเรียกข้อเสนอระดับนี้ว่า Grand Slam Offer แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น มีพื้นฐานที่ต้องรู้ก่อนครับ

2 ปัญหาใหญ่ของเจ้าของธุรกิจ

  • ลูกค้าไม่พอ
  • มีลูกค้า แต่กำไรไม่พอ — ทำไปแล้วสิ้นเดือนไม่เหลือ

ต้นเหตุส่วนใหญ่ คือเราพยายามขายสินค้าที่ “ไม่ดี” ในตลาดที่ลูกค้าเน้นราคาเป็นหลัก ซึ่งตรงกับตลาด Marketplace ที่ลูกค้าเข้ามาหาโค้ดส่วนลดและส่งฟรี เราแข่งกันเสนอฟีเจอร์แทบตาย แต่สุดท้ายลูกค้าเปรียบเทียบที่ราคา

Competition → Profit บางลง → Race to the Bottom (ยิ่งแข่งยิ่งตกเหวไปด้วยกัน)

ยิ่งตอนนี้ โรงงานกับร้านจีนเปิดร้านขายเองตรงๆ ต้นทุนต่ำกว่าเรา โมเดลแบบนี้จึงเหมาะกับธุรกิจที่มีเงินทุนหนา มีเงินอัดฉีดจากธุรกิจอื่นหรือนักลงทุน ขายถูกจนคนที่อยู่ไม่ได้ถูกบีบออกจากตลาด ไม่ได้เหมาะกับธุรกิจเล็กๆ เลยครับ

ธุรกิจไม่โตก็ตาย และ 3 ทางที่ทำให้โต

ประโยคที่คนชอบพูดบนเวทีสัมมนา “If your company isn’t growing, it’s dying.” ตลาดโดยเฉลี่ยยังโตทุกปี ถ้ายอดเราเท่าเดิมก็คือกำลังถอยหลัง ทางที่ทำให้ธุรกิจโตมี 3 ทาง

  1. ได้ลูกค้าเพิ่ม
  2. ให้ลูกค้าซื้อต่อครั้งมากขึ้น (Basket Size)
  3. ให้ลูกค้าซื้อบ่อยขึ้น

ถ้าย่อให้ง่ายกว่านั้นคือ เพิ่มกำไรต่อการขายหนึ่งครั้ง หรือเพิ่มการซื้อซ้ำ ลองถามธุรกิจตัวเองดูครับ ผมขายกล้องหน้ารถ รถ 1 คันติดกล้องได้กี่ตัว? โอกาสซื้อซ้ำยากมาก แถมแข่งราคากันหนักเหมือนร้านฟิล์มมือถือในห้าง ร้านนั้น 99 ร้านนี้ 79 ติดฟรี ถ้ายังขายของคล้ายเดิมในตลาดแบบเดิม ลูกค้าก็พร้อมเปลี่ยนใจทันทีที่มีคนขายถูกกว่า

Price-driven กับ Value-driven

Price-driven (Commodity)Value-driven (Differentiated)
ลูกค้าซื้อเพราะราคาถูกที่สุดคุณค่าที่หาจากที่อื่นไม่ได้
หน้าตาตลาดของหาซื้อง่าย ใครก็ขายได้ แข่งโค้ด แข่งไลฟ์สินค้าหมวดเดียวกัน แต่ไม่มีใครเทียบได้
ลูกค้าที่ได้เปลี่ยนใจง่ายเมื่อมีคนขายถูกกว่าลูกค้าชั้นดี ซื้อซ้ำ บอกต่อ

ตัวอย่าง: แว่นราคา 350,000 บาท

แว่น Progressive ที่ผมใส่อยู่ราคาประมาณ 350,000 บาท ร้านนี้อยู่ในวงการแว่นตั้งแต่รุ่นพ่อ ใช้เครื่องวัดสายตา 5–6 เครื่อง แค่วัดสายตาและสัมภาษณ์การใช้งานก็ราว 2 ชั่วโมง ทำงานหน้าจอวันละกี่ชั่วโมง อ่านหนังสือระยะไหน ดู iPad ยังไง แล้วสั่งเลนส์คู่เดียวในโลกจากยุโรป รอราว 2 เดือน ร้านใหญ่มากแต่รับลูกค้าทีละคนเพราะลูกค้าต้องการความเป็นส่วนตัว ต้องนัดล่วงหน้า ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้ตัดแว่นอันเดียว แต่มีเป็นคอลเลกชัน นี่คือความต่างของ Value-driven ครับ

“Just Enough” = เป็นทาสของสิ่งที่ทำ

หนังสือพูดแรงมากว่า ตลาดที่แข่งตัดราคาจนเหลือกำไรแค่ just enough แค่พออยู่รอด คุณไม่ได้ทำธุรกิจแล้ว แต่เป็นทาสของสิ่งที่ทำอยู่ ผมรู้จักคนขายในไลฟ์ยอดเดือนละร้อยล้าน หักทุกอย่างแล้วเหลือกำไร 2% บางคนกำไรมาจากเงินรีเบตเท่านั้น ยอดดูอลังการ แต่จริงๆ เป็นหนูถีบจักรปั่นเงินให้คนอื่น

ฟังแล้วท้อนะครับ แต่สิ่งที่ผมได้จากตรงนี้ คือทักษะ “เห็นปัญหาในทุกแง่มุม” แม้แต่ปัญหาที่ลูกค้ายังไม่รู้ตัว ยิ่งเราแม่นเรื่องนี้กับกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้ายิ่งรู้สึกว่าเราเข้าใจเขา

ตัวเลขในหน้าโฆษณาที่หลอกตา

หนังสือไล่เมทริกที่ใช้วัดโฆษณาไว้ละเอียด ตั้งแต่ Ad Spend, Impression, Reach, Response Rate, Booked Appointment, Show Rate, Closing Rate ไปจนถึง ROAS ถ้าขายของแบบ Commodity ข้อเสนอธรรมดา ยิงไป 10,000 บาทถึงคนแสนคน อัตราตอบกลับอาจน้อยนิด หยิบใส่ตะกร้าไม่กี่เปอร์เซ็นต์ และอย่างที่ผมเคยเล่า บางทีคนกดสั่งแล้วกดยกเลิก ROAS บนหน้าจอดูดี แต่ไม่ใช่ออเดอร์จริงครับ

Starving Crowd: ฝูงคนที่หิวโซ

ศาสตราจารย์ถามนักศึกษาว่า ถ้าจะขายฮอตดอกและได้ข้อได้เปรียบ 1 อย่าง จะเลือกอะไร ทำเลดีที่สุด คุณภาพดีที่สุด ต้นทุนถูกที่สุด หรือรสชาติดีที่สุด? คำตอบคือไม่มีข้อไหนถูก สิ่งที่ควรเลือกคือ Starving Crowd ฝูงคนที่หิวโซ

นึกภาพนักศึกษาติวเลิกเที่ยงคืน หิวจัด แถวนั้นไม่มีเซเว่น มีร้านปิ้งลูกชิ้นเปิดอยู่ร้านเดียว ไม่ถูก คุณภาพเฉยๆ ทำเลไม่ดี แต่ขายดีมาก เพราะทุกคนหิว เทียบกับการขายออนไลน์ แอดตำแหน่งดีที่สุดก็สู้แอดที่ยิงโดนคนที่กำลังเจ็บที่สุดไม่ได้ ขายครีมแก้ฝ้า ยิงไปหาคนที่ไม่เป็นฝ้า ต่อให้ตำแหน่งดีแค่ไหนก็ไม่ซื้อ

4 เกณฑ์เลือกตลาดที่ดี

หนังสือเรียกเรื่องนี้ว่า The Power of Picking the Right Market ถ้าไม่เลือกตลาด เราก็เหมือนคนตาบอดทำธุรกิจ

  1. Massive Pain — เขาต้องเจ็บหนัก ไม่ใช่แค่ “อยากได้” แต่ “จำเป็นจะตาย” เช่น ถังแตก ธุรกิจขาดทุนหนัก คิดดูว่าทำไมเราต้องไปหาหมอตอนเที่ยงคืนทั้งที่แพงกว่า ยิ่งแก้ความเจ็บได้มาก ยิ่งได้เงินเยอะ
  2. Purchasing Power — กลุ่มเป้าหมายต้องมีเงินจ่าย เนื้อหาเดียวกัน ขายนักศึกษาจบใหม่ กับขายเจ้าของธุรกิจหรือคนในองค์กรใหญ่ เรียกราคาต่างกันมาก ผมเองก็เปลี่ยนจากสอน Shopee for Beginner มาเป็น Shopee for Business Owner
  3. Easy to Target — กลุ่มลูกค้าที่รวมตัวกันอยู่แล้ว หาเจอง่าย เช่น ผู้ให้บริการ Fulfillment หรือโปรแกรมบัญชี ไปออกบูธงาน DBD หรืองานสัมมนาคนขายออนไลน์
  4. Growing — ตลาดที่กำลังโต คนขายหนังสือพิมพ์เก่งแค่ไหนก็สู้ตลาดที่หดตัวไม่ได้ อยู่ในตลาดโตเหมือนไหลตามน้ำ อยู่ในตลาดหดตัวเหมือนเดินต้านลม

ทำไมผมถึงมาเล่าเรื่องนี้

ไม่ได้บอกว่าขายในแพลตฟอร์มไม่ดีนะครับ ผมเองก็เน้นขายในนั้นมาตลอด แต่วันที่ไลฟ์ ยอดหน้าร้านและช่องทางของตัวเองมากกว่าออนไลน์ราว 13 เท่า ผมพึ่งแพลตฟอร์มน้อยลงแล้ว และช่องทางของเราเองต่อยอดธุรกิจได้ดีกว่า

อีกเหตุผลที่ผมพูดทับศัพท์ภาษาอังกฤษเยอะ เพราะอยากให้คำศัพท์พวกนี้ติดหัว เวลาไปหาความรู้ต่อใน YouTube หนังสือต่างประเทศ หรืองานสัมมนา จะได้ตามทันว่าเขาพูดถึงอะไร ความรู้ดีๆ ไม่จำเป็นต้องรอคอร์สแพงๆ เสมอไปครับ

▶ YouTube CEONOI100M

ดูคลิปเต็มฟรีบน YouTube

บทความนี้สรุปแค่ประเด็นหลัก ตัวอย่างและเคสจริงทั้งหมดอยู่ในคลิป กด Subscribe ไว้ จะไม่พลาดคลิปใหม่ทุกสัปดาห์

Similar Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *