ถ้าย้อนวัยได้ 10 ปี ผมจะเป็นนายหน้า เต็มตัว

ถ้าย้อนวัยไปได้ซัก 10 ปี วันนี้ผมจะเป็นนายหน้าเต็มตัว

1. เริ่มได้โดยใช้เงินลงทุนน้อย

ตัวผมเองมีสินค้าในสต๊อกหลายล้านบาท
แต่ไม่ได้แปลว่าคนที่มีสินค้าในสต๊อกหลายล้านบาท
จะต้องได้กำไรเดือนนึงหลายแสน – หลายล้านบาทตาม


ผมเห็นหลายต่อหลายท่าน
ร่ำรวยจากการเป็นนายหน้า
และมีรายได้ตั้งแต่หลักพัน – หลักแสนบาท
(หลักล้านก็มีฮะ ตัวท๊อปๆ)

ซึ่งการที่จะได้กำไรเยอะๆ ไม่ได้ผันแปรว่า
คุณจะต้องมีเงินถุงเงินถังสต๊อกสินค้าในโกดัง

แต่รายได้พวกนี้
จะมากขึ้นตามความสามารถที่แท้จริงที่คุณมี

2. ได้หาสิ่งที่ชอบจริงๆ ถ้ายังไม่ชอบก็เปลี่ยนไปมาได้
ถ้าสมัยก่อนจะต้องมีคนถามว่า
อยากเปิดร้านขายของ แต่ไม่รู้จะขายอะไรดี?

จะเปิดร้านก็กังวลเรื่องทุนจม
ไม่รู้เปิดร้านแล้วทำเลดีไหม
ความเสี่ยงมันเยอะไปหมด

แต่สมัยนี้สั้นกว่า เพราะ
คุณตัดประโยคแรกออกไปได้เลย
“เหลือแค่คำว่าจะขายอะไรดีพอ”

คุณอาจได้ลองเริ่มจากของใกล้ตัวจริงๆก็ได้
เคยเห็นคนขายอุปกรณ์ของใช้ในบ้าน
อุปกรณ์แต่งสวน อุปกรณ์ตกแต่งบ้านไหม?

หลายๆโพส หลายๆคลิปมักพูดแบบนี้
เริ่มจากสิ่งใกล้ตัวก่อน

แล้วลองเล่าดูว่าทำไมคุณถึงใช้มัน
คุณจะได้เรียนรู้ว่า
ถ้าเป็นของที่คุณใช้ ชอบ และ อิน
มันจะเริ่มต้นง่ายมากเลย

3. ไม่ต้องยึดติดกับสินค้าตัวเดียว
พ่อค้าส่วนใหญ่มักตายตรงนี้
เพราะ ถ้าลงทุนกับสินค้าตัวไหนไปแล้ว
อยากได้ราคาถูก ต้นทุนถูก ก็ต้องตุนมากๆ
แต่พอตุนมากๆ แล้วระบายสต๊อกไม่ทัน

หรือมีสินค้าตัวใหม่ออกมา
สิ่งที่ทำได้ก็คือรีบหาทางแก้เกม เช่น ลดราคาหนี
คนที่มีสินค้าอยู่ในมือ คือ ลงทุนไปแล้ว
“แพ้ไม่ได้”
เพราะถ้าแพ้ก็ขาดทุน
!!

แต่ถ้าเราเป็นนายหน้า
ถ้ายอดขายไม่ดี เราดูทรงแล้วว่ามีอย่างอื่นดีกว่า
เราก็พร้อมเปลี่ยนไปทดลองสินค้าใหม่ได้ทันที
โดยไม่ต้องมีอะไรยึดติด
และตามกระแสผู้บริโภคทัน
และได้เข้าใจผู้บริโภคตัวจริงด้วย

4. ได้สร้าง Online Asset
เหมือนลงทุนอสังหาออนไลน์ให้ตัวเอง
ต่อยอดเพิ่มได้ในอนาคต

คำว่า Asset ในที่นี้ผมหมายถึง
(ผู้ติดตาม / ช่อง) ที่เกิดปฏิสัมพันธ์
กับกลุ่มลูกค้าตัวจริงในอนาคต

เช่น คุณสร้างช่องที่แม่บ้านเม้ามอยให้ฟัง
หรือสร้างช่องที่แม่เล่าเรื่องลูกให้ฟัง
(ลองนึกถึง แม่ตุ๊ก Little Monster)

คุณจะเริ่มสะสมฐานคนที่ใกล้เคียงกัน
เค้าจะเข้าใจว่า ช่องนี้แม่เข้าใจหัวอกแม่เหมือนกัน
แนะนำแต่สิ่งดีๆให้แม่เหมือนกัน

อนาคตเป็นไปได้ไหมว่า…
คุณจะได้มีสินค้า / พาร์ทเนอร์วิ่งเข้าหา
อยากให้คุณพูดถึง

เป็นไปได้ไหมว่า…
มีคนเชื่อใจคุณมากๆ
จนกระทั่งวันนึง คุณออกแบรนด์ตัวเองออกมา
ก็มีฐานแฟนรอซื้ออยู่แล้ว

มันคือการลงทุนเพื่ออนาคตครับ!!

5. ได้หาประสบการณ์จากการทดลองลงมือทำ

เพราะไม่เคยมีใครรวยจากการนั่งคิด
แต่มีหลายคนรวยจากการทำและมีวินัยในการทำ

คุณจะได้ทดลองการป้ายยาที่หลากหลาย
แม้ว่าโชคร้ายจะขายไม่ได้เลย
สิ่งที่ขาดทุนมากที่สุด
คือ ตัวอย่างที่คุณซื้อมา 1 ชิ้น

แต่สิ่งที่โชคดีที่สุด คือ
การได้ทดลองลงมือทำ
เอาชนะใจตัวเองและได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์

และถ้าโชคดี
คลิปหรือ Content เกิดแมส
คุณก็จะได้กำไรไม่รู้ตั้งกี่เท่า

ต่อให้วันนั้นคุณจะโดนเจ้าของถอดค่าคอม
แต่ถ้าคุณยังไม่หยุดทำ
คลิปอื่นๆในช่องก็จะวิ่งเข้าใส่ลูกตาของคนที่ติดตาม
หรือดูคลิป หรือ content คุณนานอยู่ดี

แต่นั่นแหละ
ไม่ใช่ทุกคนทำแล้วจะปัง
แต่คนปังส่วนใหญ่มีประสบการณ์ที่มากพอ

6. มีโอกาสได้เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ต่างๆในวงการเดียวกัน

การที่คุณจะออกสินค้าของคุณ
แล้วบอกว่าดีกว่าคนอื่น
คนจะไม่เชื่อคุณทันที
โดยเฉพาะหากคุณไม่มีประสบการณ์
หรือข้อมูลบางอย่างมาก่อน

ยกตัวอย่าง ถ้าคุณกำลังจะออกรถ
คุณคงไม่เชื่อเซลส์ขายรถที่รู้แต่รถ MG

แต่คุณอาจจะเชื่อคนที่ขายรถอีกคนหนึ่ง
ที่มีประสบการณ์หลากหลายในหลายแบรนด์
และสามารถบอกจุดเด่น
จุดด้อยแต่ละอย่างได้อย่างตรงไปตรงมา

7. มีโอกาสได้ฟังเสียงว่าที่ลูกค้าในอนาคต

ก่อนที่ตัวเองจะออกแบรนด์หรือสินค้าตัวเอง
จากข้อที่แล้ว เมื่อคุณเป็นกลางมากพอ
และไม่มีความจำเป็นต้องอวยให้แบรนด์ใดเป็นพิเศษ

คุณจะเป็นคนที่ดูน่าเชื่อถือ
คุณจะเป็นคนที่ผู้ติดตามไว้ใจ
มากกว่าคนขาย ที่คนทั่วไปจะมองว่า
“เพราะมันเป็นคนขาย มันเลยอวยว่าของตัวเองดีที่สุด”

ความระแวง เคลือบแคลงใจมันแตกต่างกัน

8. ได้อยู่ข้างผู้ชนะ

เวลาอินฟลูเลือกตะกร้า
มักจะเลือกจากแบรนด์ที่ ร้านสร้างความไว้วางใจมาแล้ว
สินค้าต้องดีในระดับนึง คนถึงพึงพอใจที่จะจ่ายแล้ว
ตรงส่วนนี้ คุณเป็นผู้เลือก
ไม่ใช่เป็นผู้สร้างตั้งแต่ศูนย์

ฉะนั้น
นายหน้าส่วนใหญ่มักเลือก
สินค้าดี ร้านค้าเด่น มีรีวิวปัง

คุณคงไม่เลือกร้านค้าที่ขายไม่ดี
แบรนด์ที่ขายไม่ดีถูกไหม?

และ เมื่อสินค้าถูกพูดถึงในแง่ดี
คุณเป็นอีกคนนึงที่พูดถึงในแง่นั้นๆด้วย

มันก็เหมือนกับ
คุณเป็นพวกเดียวกันกับสิ่งที่เขาคิด
“ทำให้คุณเป็นพันธมิตรกับผู้ชนะเสมอ“

9. ไม่ต้องปวดหัวเรื่อง สต๊อก บัญชี ภาษี

ไหนจะต้องมองสินค้า มองตลาดให้ขาด
ไหนจะต้องกังวลเรื่องเงิน Cash Flow
ไหนจะต้องคาดเดากับสิ่งที่มองไม่เห็นในอนาคต
ไหนจะต้องพร้อมรับมือกับคู่แข่ง แบรนด์อื่นๆ ที่คาดเดาไม่ได้

เคยได้ยินเจ้าของแบรนด์บางคนที่ทุนจมไหม?
สั่งสต๊อกเพิ่ม แต่ขายออกไม่ดีเหมือนที่ผ่านมา
เจ๊งไปอีก

และไหนจะต้องปวดหัวเรื่องบัญชี ภาษี อีก
(มันไม่ได้ยากเกินความสามารถหรอก)
(แต่มันใช้เวลานาน ที่มือใหม่จะเรียนรู้)

10. ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมขึ้นเมื่อไหร่
(แต่กังวลว่าค่าคอมจะลดเมื่อไหร่แทน 555)

ผมเชื่อนะครับว่า
ตราบใดที่ตลาดมีความต้องการ
ตราบใดที่ยังมีสินค้า บริการ แบรนด์ที่เกิดใหม่
ยังไงการที่มีคนพูดแทนแบรนด์ หรือ สินค้าก็ยังจำเป็น

แม้ว่าวันนึงสินค้าที่คุณเคยทำ
เค้าจะลด หรือ ตัดค่าคอมมิชชั่นคุณไปแล้วก็ตาม

แต่… คุณเคยได้ยินประโยคนี้ไหม…

นกที่นั่งอยู่บนต้นไม้ไม่เคยกลัวกิ่งไม้หัก
เพราะนกไม่ได้ไว้ใจกิ่งไม้แต่แรก
แต่มันมั่นใจในปีกตัวเอง

ถ้าคุณเป็นคนเก่ง
ต่อให้สินค้าที่คุณพักพิงวันนึงจะหายไป
แต่ถ้าปีกคุณแข็งแรงมากพอ
เวลานั้นคุณจะบินไปไหนก็ได้

11. คุณเป็นเจ้าของเวลา
หลายๆคน เข้างาน เลิกงานตามเวลา
แต่คนเหล่านี้ ควบคุมเวลาในการทำงานได้ด้วยตัวเอง

วันเสาร์ อาทิตย์
คนส่วนใหญ่มีวันหยุดแค่นี้
แต่วันเหล่านี้
อาจเป็นวันที่คุณเลือกนอนอยู่บ้าน
วันธรรมดา
เป็นวันที่คนทั่วไปไปไหนไม่ได้
และร้านมักจัดโปรลดราคา
แต่คุณสามารถเริงร่าในเวลาเหล่านี้ได้แทน 555

12. สรุป สิ่งที่คุณได้คือ
– ได้ลองค้นหาสิ่งที่ชอบ และไม่ชอบ
– ได้มีปฎิสัมพันธ์กับคนที่ชอบเรื่องเดียวกัน
– ได้สร้าง Online Asset ระหว่างการเดินทาง
– ได้สร้างสิ่งเหล่านี้โดยไม่ต้องใช้ทีมงานมากๆ
– ได้มีเวลาเป็นของตัวเอง
– ได้รายได้ที่ขึ้นสุด ลงสุดได้ตามความสามารถที่มี
– ได้รู้ว่าผลงานที่ทำไปทับซ้อนเป็นแต้มบุญได้

สิ่งที่ผมโพสทั้งหมดนี้
เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว
ที่ผมเล่าให้ลูกฟัง 555

“วันไหนป๊าเหนื่อย ป๊าจะหนีไปเป็นอินฟลู”
“ตื่นมาไปส่งลูก แรดนอกบ้านทำสิ่งที่ชอบรอ”
“แล้วก็ไปรับลูกกลับบ้าน”
“หนูคิดว่ายังไง?”

“ก็ดีสิป๊า” 555

ปล. สุดท้ายทุกอาชีพก็มีง่าย-ยาก
ดี-เสีย แตกต่างกันไปแหละ
ชื่นชมทุกท่าน ที่หาเส้นทางตัวเองเจอฮะ ^^

สำหรับโพสนี้ สามารถตามไปอ่าน Comment เพื่อนๆทั้งหมดได้ที่นี่เลยครับ
https://web.facebook.com/share/p/pMpXqRxyPMFTLiFx/

อย่าลืมกดติดตาม Jade : เลือดสาดมาร์เก็ตติ้ง เพื่อไม่พลาดโพสถัดไปฮะ
เพจจริงต้องมีเครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้า

มีคำถามอะไรเพิ่ม ถ้าตอบได้จะตอบให้
Comment ไว้ได้เลยจ้ะ

Similar Posts

  • สรุป LIVE EP35: Shopee เปลี่ยนไป โค้ดหาย ดัน VIP — คนขายต้องเลือก จ่ายเงิน หรือ ออกแรง

    โค้ดหน้าแอป Shopee หายไปเยอะตั้งแต่กลางเดือนกันยายน VIP EP กำลังห้าม Mark up ราคา และทางเลือกของคนขายตอนนี้คือ จ่ายเงินเข้าโปรแกรมเสริม หรือออกแรงทำ LIVE/วิดีโอ สรุปไฮไลต์จาก LIVE EP35

  • ถ้าจะจ้างเขา LIVE หรือปักตะกร้าใน Shopee ทำแบบนี้ไปยังไงก็ไม่คุ้ม

    [1] เข้าใจก่อนว่าถ้าอยากมีพาร์ทเนอร์หรือคนเอาสินค้าเราไปปักตะกร้า SHOPEE LIVE เพื่อขายของให้เรา เราต้องจ่ายเพิ่มอีกอย่างน้อย 7% ของค่าสินค้า(ทุกชิ้นที่ขายได้ผ่าน Shopee Live) ถ้าไม่จ่ายเงินเพิ่ม คนก็ไม่เอาไปปักกัน ยกเว้นสินค้าดังมากๆเค้าอาจปักเพื่อเรียกแขกให้เข้ามาดูสินค้า LIVE อื่นๆที่เค้าขาย [2]เช่น ตั้งขาย 100 บาทคุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้ Shopeeค่าธรรมเนียมการขาย + จ่ายเงินราวๆ 12% เป็นพื้นฐาน (แบบต่ำสุดแล้วนะ) และคุณต้องจ่ายเพิ่มอีก 7% (ขั้นต่ำ)เพื่อให้ค่าจ้างคนพวกนี้ต่อชิ้นถ้าขายได้แปลว่าคุณต้องจ่าย 19%เป็นอย่างน้อย (ตีซะ 20% ไปเลยละกัน) นี่ยังไม่รวมค่าแพ้คของ ค่าโฆษณาอีกนะกำไรยังเหลือไหมก่อน [3] หลายคนพลาดเวลาเลือกสินค้าราคาต่ำที่คนอื่นขายดีมาขายเพราะดันมองข้ามไปจุดนึงคือไอ้ของ Commodity ที่ดูขายง่ายๆมันไม่ได้แค่ จ้างคน LIVE แล้ว ขายได้แต่ร้านต้องเข้าโปรแกรม LIVE โค้ดโหดเพื่อให้ใช้โค้ดลด 50% ได้เพิ่มตอนต้นชั่วโมงด้วย นั่นคือคุณต้องเผื่อค่าโปรแกรมอีก 3%ตะกี้โดน 19% + 3%แปลว่าตอนนี้คุณจะโดนไปเหนาะๆ 22%เป็นอย่างน้อย ยิ่งสินค้าขายดีค่าคอมก็ไม่ได้ตั้งพื้นฐานที่ 7% ต้องไปแข่งขึ้นค่าคอมให้คนอยากเอาของไปปักอีก…

  • ผมที่เพิ่งกลับจากเมืองจีนแล้วเริ่มเห็นอนาคตว่าธุรกิจผมน่าจะไม่รอดในอีกไม่ช้า ถ้ายังคงทำอะไรแบบเดิมๆ

    1. ใน E-marketplace ของจีนร้านติดอันดับขายดีเป็นร้านของแบรนด์จำหน่ายเองทั้งหมด (ในวงการผม) 2. ผมไม่เจอร้านตัวแทนร้านไหนติดอันดับขายดี (ในวงการผม) 3. ร้านตัวแทนจำหน่ายแทบไม่มีเหลืออยู่ในตลาดยกเว้นร้านที่มีหน้าร้าน Offline 4. ร้านที่มีหน้าร้าน Offline ไม่มีร้านไหนที่ทำการตลาดไม่เป็น 5. การทำ Content การยิงโฆษณาเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ สำหรับร้านที่ยังอยู่รอด 6. แบรนด์ที่ขายติดอันดับ 1 ใน 5 ของยอดขายในแพลทฟอร์มที่จีน (ของสินค้าในวงการที่ผมขาย) มีทีมงานแค่ดูแลออนไลน์ประมาณเกือบ 100 คนสำหรับการขายในประเทศ 7. และอีกเกิน 100 คนลุยตลาดออนไลน์ต่างประเทศ 8. การขายออนไลน์ไป Shopee Lazada เป็นเรื่องปกติมาก ผมเห็นเค้ากำลังเปิดร้าน ลงสินค้ากันอย่างเมามันส์ 9. ทีมต่างประเทศที่ว่าก็คือแบบที่เราเจอร้านจีนลงขายแล้วส่งมาตัดราคาขายนี่แหละ 10. เขาไม่ได้ซีเรียสเรื่องการคุมราคาต่างประเทศอยู่แล้ว เพราะยิ่งขายได้มาก ก็ยิ่งมีกำลังผลิตมาก (Economy of Scale) ยิ่งมี Cash Flow กลับมาเพื่อต่อยอดผลิตรุ่นใหม่ แบบใหม่ต่อไป…

  • สรุปวิธีเช็คสินค้าที่ส่วนตัวไม่แนะนำให้เป็นตัวแทนแบบสต็อกสินค้าขายเด็ดขาด (เสี่ยงเงินจม และ ได้ไม่คุ้มเสีย)

    ผมเป็นคนนึงที่ตุนสต็อกแบบซื้อมาขายไปเปิดบิลทุกครั้งหลักหลายหมื่น-แสนในหลายแบรนด์และพบว่ามีสินค้าหลายตัว ที่เคยขายดีแต่ปัจจุบันขายแทบไม่ได้ และ สินค้าจมสต็อกหลายบาท ผมจึงหวังว่าประสบการณ์นี้อาจช่วยให้เพื่อนๆเปิดมุมมองมากขึ้นนะครับเพราะยุคนี้เราสามารถลงทุนน้อย / ได้กำไรเทียบเท่ากันหรือมากกว่าได้โดยไม่ต้องตุนสินค้าให้เหนื่อยเสียสุขภาพจิตเวลาขายไม่ได้และมีความเสี่ยงน้อยลงด้วย ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลยครับ ข้อแนะนำสินค้าที่ควรเลี่ยง ไม่ควรตุนสต็อกเพื่อขาย1. สินค้าที่มีแบรนด์เปิด Official Store ขายเองในทุก Platform ไม่ว่าจะเป็น Shopee / Lazada / TikTokจริงๆ ข้อนี้ปฏิเสธไม่ได้ในปัจจุบัน เพราะ แทบทุกแบรนด์เปิดตัวมาขายเองในออนไลน์หมดแล้วการ Disrupt ของ Platform ที่ผ่านมาทั้งส่วนลดต่างๆ หรือ การทำโปรแรงๆของตัวแทนทำให้แบรนด์เห็นว่ายังมีเม็ดเงินรายได้ตรงนี้อยู่อีกมาก จึงไม่แปลกถ้าอยากกระโดดมาตะครุบยอดเองเพราะส่วนใหญ่เสียค่าธรรมเนียมการขายน้อยกว่าส่วนลดให้ตัวแทนอีก ถ้าแบรนด์ไหนทำครบหมดแล้ว แปลว่าช่องทางที่คุณกำลังขายคุณกำลังแข่งขันกับแบรนด์ตรงๆ ในเวทีเดียวกันแล้ว คุณจึงต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ว่า“ทำไมลูกค้าต้องซื้อกับคุณ แทนที่จะซื้อจากร้านค้าทางการ” 2. สินค้าที่แบรนด์ที่ไม่มีความตั้งใจที่จะควบคุมราคาให้มีความเสมอภาคในการขายบนช่องทางออนไลน์ผมหมายถึง ไม่มีการควบคุมแบบเด็ดขาดสำหรับส่วนลดเพิ่มเติม ที่ผู้ขายจะต้องออกส่วนลดเพิ่มให้ลูกค้าอีก เช่น แบรนด์ให้ตั้งราคาขาย 399 บาทแต่ร้านค้าที่ขาย ทำ Flash Sale เหลือ 379 บาทหรือทำส่วนลดร้านค้าลดเพิ่มอีก 50 บาท สุดท้ายลูกค้าซื้อร้านตัวแทน A เพียง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *